ไม่แน่ใจจะพอจ่ายค่า “ซื้อเวลา” หรือไม่กับปรากฏการณ์ “ส.ว.ลากตั้ง” ทีม “เชียร์ลีดเดอร์” ขุมข่ายอำนาจ 3 ป. แท็กทีม ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลทั้งพลังประชารัฐ ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ รวมไปถึงฝ่ายค้านหลักอย่างพรรคเพื่อไทยร่วมด้วยช่วยกัน “มัดคอ” ทีม “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ต้องยอมถอยไฟต์บังคับ เปิดทางให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเรียกร้องแนวร่วม “เยาวชนปลดแอก”รื้อกติกาฉบับ “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” แลกกับการไปต่อตามเงื่อนไขสถานการณ์ส่อเค้าเอาไม่อยู่ ถึงจุดท็อปบูตชักผวาม็อบ “แฮมทาโร่” การเคลื่อนไหวแนวมุ้งมิ้งแต่แฝงไปด้วยอานุภาพและทรงพลังของเยาวชนคนรุ่นใหม่มวลชนยุคดิจิทัลที่รู้จักเชื่อมโยงเชิงสัญลักษณ์ ผูกเครือข่ายไปทั่วโลกแบบที่ “old soldiers” ตกยุค ยากจะไล่ตามทันตามรูปเกมที่นักเลือกตั้งอาชีพจมูกไวอ่านทางขาด ต้องรีบเจาะรูระบายแรงดันอารมณ์แบบที่ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข หัวหน้าค่ายภูมิใจไทย แบไต๋ พร้อมแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเงื่อนไขของแนวร่วมนักเรียน นิสิต นักศึกษา แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทำประชามติ ผ่านแล้วถึงจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่โชว์เหลี่ยมเขี้ยวยื้อต่อเวลา ลากอำนาจรัฐบาลยาวออกไปโดยวิสัย “นักเลือกตั้งอาชีพ” ต้องยื้อชะตาสภาผู้แทนฯ ทอดเวลาอำนาจรัฐบาลให้นานสุดเพื่อถอนทุน ตุนเสบียงเลือกตั้งแต่ด้วยพลัง “ความชอบธรรม” ถึงจุดนี้ดูแล้วยังเหนื่อยแทนผู้นำอย่าง “บิ๊กตู่” ที่มีต้นทุนหน้าตักหนาสุดในขุมข่ายอำนาจรัฐบาล 3 ป.หล่อสุดในฝ่ายคุมเกมอำนาจ ณ ปัจจุบันเครดิต “นายกฯลุงตู่” ร่อยหรอลงทุกขณะโดยเฉพาะเมื่อดีล “ปฏิรูป” ที่เป็น “สัญญาประชาคม” ในการยึดอำนาจเมื่อปี 2557 ไม่ได้เป็นไปตามเนื้อเพลงที่ร้องขอโอกาส ขอเวลาไม่นานกาลเวลาผ่านมา 5-6 ปี ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันตรงกันข้าม น้ำเน่าหนักกว่าเดิม ในมุมของการ “ปฏิรูปการเมือง” ที่ผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์เคยแสดงอาการรังเกียจนักการเมืองที่เป็นต้นตอวิกฤติความขัดแย้ง เกือบทำรัฐล่มสลายขึงขัง ตั้งท่าล้างบางกันขนานใหญ่ ตอนให้สูญพันธุ์ไล่บี้ดำเนินคดีอดีตรัฐมนตรี แกนนำม็อบการเมือง สยบขั้วตรงข้ามหมอบราบคาบแต่ไปๆมาๆ วันนี้ภาพชัด นักการเมืองพันธุ์เก่าแท็กทีม 3 ป. สืบทอดอำนาจภายหลัง “บิ๊กตู่” หนีไม่พ้นการเมืองภาคบังคับ ยอมรับสภาพต้องปรับ ครม.ตามวิถีการเมือง หักมุมกับการออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ประกาศบริหารแบบ new normalเสือหิว เสือโหย ทวงเก้าอี้ ปล้นโควตากันกลางวันแสกๆกลายเป็นมือบริหารอาชีพ ทีมเทคโนแครตอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ ต้องนำทีม “รัฐมนตรี 4 กุมาร” ไขก๊อก หลีกทางให้เกมอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองตามสภาพ “บิ๊กตู่” ต้องปรับ ครม.แก้ปัญหาในพรรคมาก่อนหลักการแก้ปัญหาบ้านเมือง ในสภาพที่ประเทศชาติและประชาชนต้องเผชิญมหาวิกฤติเศรษฐกิจโควิด-19ผลก็คือ โพลชี้ปรับ ครม.แย่กว่าเดิม อยากเปลี่ยนแปลงผู้บริหารประเทศเกมปรับ ครม.สะท้อนการปฏิรูปการเมืองบ้อท่าแล้วก็ยังมาเจอ “โป๊ะแตก” ซ้ำ ปม “บอส อยู่วิทยา” สั่นสะเทือนระบบยุติธรรมประเทศไทยประจานความล้มเหลว“ปฏิรูปตำรวจ-อัยการ” ยกเครื่อง “ต้นน้ำ” ของกระบวนการยุติธรรม ที่เป็นจุดนำมาซึ่งวิกฤติความแตกแยกในบ้านเมือง ไม่แพ้พฤติการณ์นักการเมืองทั้งๆที่กระแสสังคมเรียกร้อง นักวิชาการ แกนนำมวลชน กดดันมาตลอด 5-6 ปี แต่ก็เจอฤทธิ์ “ตัวถ่วง” แฝงอยู่ในขุมข่ายอำนาจ 3 ป.ยื้อการรื้ออำนาจตำรวจ-อัยการ ไม่คืบหน้าไปไหนเมื่อถึงจุดระเบิดตูมใหญ่ “อัยการ-ตำรวจ” โชว์ปาฏิหาริย์คดี “บอส อยู่วิทยา”กระตุกแรงสั่นสะเทือนระดับ 7-8 แมกนิจูด ลามถึงเสถียรภาพรัฐบาล “บิ๊กตู่”ยอมรื้อรัฐธรรมนูญ ก็ไม่รู้จะพอซื้อเวลาหรือเปล่า.ทีมข่าวการเมือง