สถานการณ์การระบาด “โควิด -19” ทำให้ทุกส่วนของสังคมต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตกันยกใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โรงพยาบาล” ที่เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลรักษาความเจ็บป่วยต่างๆในช่วงที่เริ่มมีการระบาดอย่างหนักทุกโรงพยาบาลมีมาตรการป้องกันต่างๆออกมา ทั้งการตรวจคัดกรอง วัดอุณหภูมิ สอบประวัติเบื้องต้น การจัดที่นั่งแบบเว้นระยะห่าง การทำความสะอาดพื้นที่ที่เข้มข้นมากขึ้นหรือแม้กระทั่งในส่วนของ “ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง” ที่มีอาการคงที่ก็ลดการนัดพบแพทย์ที่โรงพยาบาลแล้วใช้วิธีจัดส่งยาให้ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือที่บ้านผู้ป่วยแทน “โรงพยาบาลรามาธิบดี” เป็นหน่วยบริการอีกแห่งหนึ่งที่โดดเด่นในการนำเทคโนโลยีการสื่อสารทางไกลมาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยที่จะมาโรงพยาบาล ช่วยรักษาระยะห่างแต่กระนั้น “ผู้ป่วย” ก็ยังคงเข้าถึงบริการและคงมาตรฐานการรักษาไว้ได้เช่นเดิม รศ.ดร.พญ.อติพร อิงค์สาธิต รองผู้อำนวยการ รพ.รามาธิบดี บอกว่า เพื่อลดการเดินทางมายังโรงพยาบาลของผู้ป่วยซึ่งจะช่วยลดโอกาสการได้รับเชื้อระหว่างเดินทางและอำนวยความสะดวกในกรณีที่ไม่สามารถเดินทางมาพบแพทย์ได้ ขณะเดียวกัน ก็ยังคงทำให้ผู้ป่วยเก่าในกลุ่มโรคเรื้อรังเข้าถึงการรักษาอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม“รวมถึงช่วยลดความแออัดที่โรงพยาบาล ทำให้มาตรการรักษาระยะห่างมีประสิทธิภาพขึ้น”โรงพยาบาลรามาธิบดีจึงได้เริ่มให้บริการ “ตรวจรักษาผู้ป่วยทางไกล” หรือ “Telemedicine” ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2563 ในทุกหน่วยตรวจของโรงพยาบาล ซึ่งในช่วงสองเดือนหลังจากนั้นมีผู้รับบริการตรวจรักษาทางไกล ไปแล้วมากกว่า 5,000 คน เฉลี่ยรับบริการประมาณวันละ 200-300 คน ประเด็นน่าสนใจมีว่าผู้ป่วย 5,000 คนนี้ ถือว่า...เป็นจำนวนที่ไม่มาก เพราะจากสถิติพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวนี้มีผู้ป่วยรวมทั้งหมดกว่า 1 แสนคน จำนวนผู้ป่วยที่ตรวจรักษาทางไกลได้จึงอยู่ที่ประมาณ 5% เท่านั้นแต่...ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าโรงพยาบาลรามาธิบดีมีคนไข้มาจากทั่วประเทศและก็สามารถตรวจรักษาได้ทั่วประเทศเช่นกัน ซึ่งในอนาคตจะพยายามเพิ่มให้เป็น 10% และ 20% ให้ได้การจัดรูปแบบบริการในลักษณะนี้ต้องบูรณาการกระบวนการใหม่ทั้งหมด เพราะเมื่อก่อนคนไข้ต้องเดินไปหาหมอ เดินไปหาเภสัชกร เดินไปห้องการเงิน แต่กับการตรวจรักษาทางไกลคนไข้นั่งอยู่ที่บ้าน“กระบวนการเริ่มตั้งแต่แพทย์ที่ต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น ต้องเช็กล่วงหน้า ประมาณ 1-2 สัปดาห์ว่ามีนัดตรวจคนไข้จำนวนเท่าใด แต่ละวันนัดตรวจกี่คน แล้วทำการคัดเลือกผู้ป่วยเป็นกลุ่มสีเขียว เหลือง และแดง”สีเขียว คือ...กลุ่มที่อาการคงที่ สามารถเลื่อนนัดได้ หรือสามารถส่งตัว กลับไปที่โรงพยาบาลใกล้บ้านได้ สีเหลือง คือ...กลุ่มที่อาการคงที่ในระดับที่ สามารถตรวจรักษาทางไกลได้ สามารถส่งยาทางไปรษณีย์ได้ และ สีแดง คือ ...คนที่ต้องมาตรวจที่โรงพยาบาล เช่น อาการไม่คงที่หรือแพทย์ต้องการติดตามอาการบางอย่างซึ่งในกลุ่ม “สีเหลือง” นี้เองที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการทำ “ตรวจรักษาผู้ป่วยทางไกล”ถัดมา...กระบวนการหลังจากแพทย์คัดแยกกลุ่มผู้ป่วยแล้วก็จะส่งแผนให้พยาบาลว่าจะตรวจรักษาทางไกลกับผู้ป่วยคนไหนบ้าง พยาบาลบันทึกการจัดกลุ่มผู้ป่วยแล้วส่งรายการให้หน่วยเวชระเบียนและหน่วยสิทธิซึ่งหน่วยเวชระเบียนจะทำการตรวจสอบยืนยันข้อมูลที่อยู่...เบอร์โทรศัพท์ของคนไข้ ส่วนหน่วยสิทธิจะตรวจสอบรายการและรับรองสิทธิ การรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วย นอกจากนี้แล้วโรงพยาบาลจะส่ง SMS ไปหาผู้ป่วยเพื่อแจ้งให้รู้ตัวล่วงหน้าว่าจะได้รับการตรวจรักษาแบบทางไกล แล้วเมื่อถึงวันนัด ผู้ป่วยจะเช็กอินทางโทรศัพท์หรือ “RamaApp” และพยาบาลลงทะเบียนผู้ป่วยจากนั้นแพทย์จะทำการตรวจรักษาทางไกลกับผู้ป่วยด้วยวิธีการติดต่อที่ง่ายที่สุดคือการโทร.และการใช้ Line video callที่ผ่านมาจะเป็นการใช้ Line video call ประมาณ 62% และการโทรศัพท์พูดคุยกันอีก 38%เมื่อแพทย์ทำการตรวจแล้ว จะทำการบันทึกข้อมูลการสั่งยาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลจะวิ่งไปที่เภสัชกร ขณะเดียวกัน แผนกการเงินก็จะติดต่อผู้ป่วยในกรณีที่ต้องชำระเงิน ซึ่งการชำระเงินจะทำผ่านระบบ e-payment แล้ววันรุ่งขึ้นทางเภสัชกรจะจัดยา แพ็กหีบห่อแล้วจึงส่งยาทางไปรษณีย์ต่อไป“ตอนเริ่มทำระบบการตรวจรักษาทางไกลก็จะยังไม่ค่อยเข้าใจกันเท่าไหร่เพราะเป็นกระบวนการใหม่หมดเลย เป็นนิวนอร์มอลของจริง จึงต้องการการยอมรับจากแพทย์พอสมควร ซึ่งเราก็ตั้งเป้าไว้ว่าอยากได้สักยี่สิบเปอร์เซ็นต์ เพื่อจะได้ช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลด้วย” รศ.ดร.พญ.อติพร กล่าวทิ้งท้ายรศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีเสริมว่า โรงพยาบาลรามาธิบดีมีคนไข้ประมาณ 2.2 ล้านการตรวจต่อปี ดังนั้นในภาพรวมจึงมีนโยบายชัดเจนว่าทำอย่างไรถึงจะย้ายจากการดูแลรักษาที่โรงพยาบาลมาเป็นที่บ้าน หรือชุมชน โดยก่อนหน้านี้ก็มีหลายโครงการแล้ว อาทิ การให้คนไข้ติดเตียงตลอดชีวิตกลับไปรักษาตัวอยู่ที่บ้านกับครอบครัว หรือทำเรื่อง “Home Chemotherapy” หรือการบริหารยาเคมีบำบัดทางหลอดเลือดดำส่วนกลางที่บ้านกับคนไข้มะเร็ง เป็นต้น“เราต้องเปลี่ยนกรอบความคิด แต่ก่อนเราพูดว่ามีอะไรมาหาหมอ แบบนี้ไม่เอา ต้องให้เขามีความรอบรู้ด้านสุขภาพและปฏิบัติได้ เพราะฉะนั้นโปรแกรมพวกนี้เราพยายามทำอยู่แล้ว แต่พอมีโควิด-19 เข้ามากระตุ้น โครงการส่งยาที่บ้านซึ่งพยายามทำมาหลายปีมากก็ถูกดันขึ้นมาใช้ได้เร็ว ใช้เวลา ตัดสินใจเตรียมการราว 2 สัปดาห์” “การตรวจรักษาทางไกล” แพทย์ทุกสาขาล้วนมีบทบาท เพียงแต่บริบทไม่เหมือนกัน เช่น หมอที่รักษามะเร็งก็จะมีคนไข้ส่วนหนึ่งที่หลังจากผ่าตัดแล้วต้องรักษาต่อเนื่อง คนไข้กลุ่มนี้ก็สามารถตรวจรักษาทางไกล ลดการเดินทางมาโรงพยาบาลได้ อายุรแพทย์ก็สามารถดูแลคนไข้เบาหวานที่คุมอาการได้...คนไข้ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมอาการได้ หรือ...แม้แต่จิตแพทย์ คนไข้จิตเวชที่ผลการรักษาดีหลายคนก็ไม่ต้องมาโรงพยาบาล“เพราะฉะนั้นหมอทุกสาขาทำได้ เพียงแต่เป็นไปตามบริบทว่าจะ เลือกคนไข้กลุ่มไหน แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคือไม่ใช่ว่าหมอเป็นคนเลือกฝ่ายเดียว เราต้องฟังว่าคนไข้ยินยอมกับวิธีนี้ด้วยหรือไม่ ถ้าคนไข้ขอมาที่โรงพยาบาลเราก็โอเค จนกว่าเขาจะมั่นใจ” รศ.นพ.สุรศักดิ์ว่า“นิวนอร์มอล” ที่เปลี่ยนไปแบบบูรณาการจัดหนักจัดเต็มของ “หน่วยบริการสุขภาพ” นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มองว่า วัตถุประสงค์การตรวจรักษาทางไกลในขณะนี้ คือเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการติดเชื้อของคนไข้ระหว่างการเดินทางหรือเข้ามาที่แออัดในโรงพยาบาล ระบบนี้ทำให้คนไข้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย เช่น คนไข้สูงอายุ เบาหวาน ความดัน โรคไต ไม่ต้องมาที่โรงพยาบาลสักระยะหนึ่งโดยให้ แพทย์ตรวจทางไกลหากถามว่าระบบ “หลักประกันสุขภาพ” จะทำอะไรกับเรื่องนี้ได้อีกบ้าง...คำตอบคือ สปสช.จะพยายามสนับสนุนให้ระบบ Telehealth เกิดขึ้น ในทุกๆระดับไม่เฉพาะแค่ระดับโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ประกอบกับ สปสช.ได้ผลักดันเรื่องการส่งยาที่บ้าน การรับยาที่ร้านยาใกล้บ้าน ระบบเหล่านี้จะช่วยเสริมให้ระบบนี้สมบูรณ์มากขึ้นอนาคตกำลังดูเรื่องการตรวจแล็บนอกโรงพยาบาลก่อนจะนำผลมาที่โรงพยาบาลด้วย ขณะเดียวกัน สปสช.ยังเตรียมกลไกทางการเงินมาสนับสนุนให้หน่วยบริการจัดบริการตรวจรักษาทางไกล เช่น การจ่ายค่าธรรมเนียมบริการ และกำลังพิจารณาการจ่ายค่าตรวจแล็บนอกโรงพยาบาล...เป็นแพ็กเกจทางการเงินเพื่อสนับสนุนส่งเสริมคาดหวังกันว่า “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆตามบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพย่อมพิจารณาถึงการบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานเป็นสำคัญ.