ฝ่ายค้านชิงยื่น ปธ.สภาจี้ตรวจเข้ม พ.ร.ก.กู้เงิน ปชป.หวั่นฮั้วผู้รับเหมาฝ่ายค้านยังปูพรมถล่ม พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับต่อเนื่อง “สงคราม” สับเละห่วงแต่เจ้าสัว ให้หันมาแลคนตัวเล็กๆบ้าง ส.ส.เพื่อไทยมอบฉายาให้ “ลุงตู่-นักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา” “ประเดิมชัย” แนะงดเก็บภาษีผู้มีรายได้น้อย “จิราพร” หวั่นหน่วยงานละเลงเละไม่ถึง ปชช. เสรีรวมไทยฉะอย่าใจดำกับประชาชนนักเลย “สาทิตย์” หวั่นจังหวัดเดินเกมฮั้วกับผู้รับเหมาเพลิน หนุนตั้ง กมธ.ติดตามตรวจสอบ พท.ชงญัตติถึง “ชวน” ตั้ง กมธ.วิสามัญให้คนนอกร่วมเกาะติดเงินกู้ “จิรายุ” ซัดถ้าหาเงินเป็นก็ไม่ต้องมากู้มโหฬารแบบนี้ “บิ๊กตู่” โบ้ยไม่ยุ่งเรื่องตั้ง กมธ. โยนเป็นเรื่องรัฐบาล-ฝ่ายค้านการอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ ส.ส.ทั้งฝ่าย รัฐบาลและฝ่ายค้านยังคงท้วงติงด้วยความเป็นห่วงว่า จะมีการรั่วไหล เปิดช่องให้ทางจังหวัดรวมหัวฮั้วกับ ผู้รับเหมา จึงเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา ติดตามตรวจสอบ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กลับเบี่ยงตัวว่าเป็นเรื่องของฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน สภาฯผุดแอป “จริงใจ” ฝ่าโควิดเมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 29 พ.ค. ที่รัฐสภา บรรยากาศก่อนเริ่มประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 และฟื้นฟูเศรษฐกิจ วงเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาท วันที่ 3 ยังคงคึกคัก ทั้ง คณะรัฐมนตรี (ครม.) ส.ส.รัฐบาล ส.ส.ฝ่ายค้านทยอย เข้าประชุมต่อเนื่อง ทุกคนล้วนสวมหน้ากากอนามัยและหน้ากากผ้า ขณะที่ทางรัฐสภาวางมาตรการป้องกัน การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มงวด นอก จากนี้ยังมีป้ายสแกนคิวอาร์โค้ดของแอปพลิเคชัน “จริงใจ” เพื่อเก็บข้อมูลเจ้าหน้าที่ และบุคคลที่มาติดต่อ ขณะที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร หยุดสแกนเช็กอินแสดงตนเช่นกันพท.ติงเยียวยาพระ–เณรไม่ทั่วถึงต่อมา เวลา 09.30 น. เริ่มการประชุมสภาผู้แทน ราษฎร เพื่อพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ ต่อเป็นวันที่ 3 มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ตลอดช่วงเช้า ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ยังคงอภิปรายท้วงติงเป็นห่วงการใช้งบของรัฐบาลต่อเนื่อง นายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเยียวยาพระสงฆ์ทั่วประเทศไม่ทั่วถึง ข้อมูลของรัฐบาลบอกว่าพระสงฆ์ได้รับการเยียวยารูปละ 40 บาทต่อวัน จำนวน 2 หมื่นรูป แต่ตนต้อง ถามไปถึงนายกฯ ว่าเยียวยาพระสงฆ์ 2 หมื่นรูป จาก จำนวนพระสงฆ์ที่มีทั้งหมดกว่า 2 แสนรูป ที่เหลือหาย ไปไหน ต้องถามไปยังรัฐมนตรีที่ดูแลกำกับสำนักนายกฯ เรื่องนี้มีคำสั่งสำนักงานพุทธศาสนาชัดเจน “เทวัญ” เล็งใช้โมเดลเดียวกับปี 52ด้านนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การเยียวยาช่วยพระรูปละ 40 บาท จำนวน 20,000 รูป นาน 30 วัน เป็นส่วนของ เงินกองทุนวัดช่วยวัด ไม่ใช่เงินสำนักงานพระพุทธศาสนา และไม่ใช่เงินงบประมาณรัฐบาล แต่ทำเรื่องไปยังกระทรวง การคลังเพื่อช่วยพระทั่วประเทศที่มีอยู่ประมาณ 250,000 รูป ใช้โมเดลเดียวกันกับที่ ครม.เคยมีมติในปี 2552 เยียวยาพระสงฆ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่ออกบิณฑบาตไม่ได้ อนุมัติให้พระรูปละ 100 บาท ต่อวัน เป็นเวลา 20 วัน และครั้งนี้เราหารือว่าจะลดเหลือ ประมาณ 60 บาทต่อรูป ถ้ากระทรวงการคลังอนุมัติจะโอนไปยังพระเพื่อให้วัดเป็นผู้ดำเนินการจัดการเอง“สงคราม” สับเละห่วงแต่เจ้าสัวนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ อภิปรายว่า ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลช่วยเหลือนายทุนหรือช่วยเหลือคนจน โครงการต่างๆ มีข่าวว่าดูดกันตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ขณะที่ ประชาชนไม่ได้อะไรเลยเหลือแต่ไม้ไอติม จึงไม่เชื่อ ว่าเงิน 1.9 ล้านล้านบาท จะสามารถจัดการระบบเศรษฐกิจ ให้ดีขึ้น หรือส่งเสริมให้เกิดรายได้และธุรกิจใหม่ขึ้นได้ หากรัฐบาลยังใช้วิธีการบริหารแบบเดิม หากให้ความ เห็นชอบ พ.ร.ก. 3 ฉบับนี้ไป คงโดนชาวบ้านด่าเพราะ ยังไม่เคยได้ยินรัฐบาลพูดว่าหลังวิกฤติโควิด-19 มีแผน จะฟื้นเศรษฐกิจอย่างไร หลังใช้เงินกู้มหาศาลไปถึง 1.9 ล้านล้านบาทแล้ว สิ่งที่สะท้อนใจที่สุดคือรัฐบาลพูดถึงแต่เจ้าสัว ควรให้ความสนใจสร้างความเข้มแข็งแก่ประชาชนตัวเล็กๆไม่ดีกว่าหรือ ทุกวันนี้ไทยมีความ เหลื่อมล้ำเป็นอันดับ 1 ของโลก ถือเป็นจุดอ่อนของ ประเทศไทย วันนี้เกิดโรคระบาดทั่วโลกนายกฯกลับ ห่วงใยเจ้าสัวทำไมว่าเขาจะเจ๊ง หรือจะหาเงินคืนพันธบัตร หรือตราสารหนี้ที่จะครบอายุได้หรือไม่ เขามีช่องทาง อยู่แล้ว ควรห่วงคนตัวเล็กๆ คนยากจนที่ไม่มีกิน หรือ ธุรกิจเอสเอ็มอีที่เขาลำบากกว่า วันนี้คนเสียชีวิตเพราะ โควิดยังน้อยกว่าคนที่ฆ่าตัวตายเพราะเศรษฐกิจอีก“ลุงตู่–นักกู้แห่งลุ่มเจ้าพระยา”นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ส.ส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ได้รับเรื่องจากประชาชน ที่ต้องการให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แทนการจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีประชาชนตั้งสมญานามให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ว่าเป็นนักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพราะการกู้เงินจำนวนมากไม่สมประโยชน์กับงบประมาณของประเทศ และ ประชาชน พื้นที่ จ.ปทุมธานี ได้ปรับชื่อโควิด-19 เป็น “โรคประวิตร-ประยุทธ์ 2019” ห่วงจังหวัดเดินเกมฮั้วผู้รับเหมานายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า มาตรการที่รัฐบาลใช้ในระยะต้นเป็นมาตรการที่จำเป็นและรัฐบาลทำมาถูกต้องแล้ว เช่น การปิดเมือง แต่ผลกระทบคือทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดลงอย่างสิ้นเชิง จนรัฐบาลต้องกู้เงินตาม พ.ร.ก.มาแก้ปัญหา คำถามคือทุกวันนี้มาตรการปิดเมืองและข้อจำกัดต่างๆ “overreact” เกินไปหรือไม่ ได้อ่านเนื้อหาในกรอบที่เขียนไว้คร่าวๆ ท้าย พ.ร.ก. ไม่ระบุว่าใช้เงินโครงการละเท่าไรแสดงถึงการไม่เตรียมการ โดยกรอบกว้างๆนี้ให้อำนาจแต่ละจังหวัดเสนอโครงการเอง จึงเห็นว่าอย่าให้เป็นโครงการประเภทจังหวัดฮั้วกับผู้รับเหมา หรือเอาโครงการเก่ามาปัดฝุ่น งบประมาณ 4 แสนล้านบาทนี้ หากเฉลี่ยแล้วจะได้รับจังหวัดละกว่า 5 พันล้านบาท รัฐบาลต้องมีมาตรการกลั่นกรองโดยมีผู้ตรวจสอบการทุจริตเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการกลั่นกรองแต่ละจังหวัดด้วย และขอเสนอให้สภาฯตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มีสมาชิกจากทุกพรรค เพื่อติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินเหล่านี้ โดยอัปเดตจากเว็บไซต์ก่อนแล้วนำมารายงานต่อคณะ กมธ. เพื่อรับรองว่าโครงการที่ผ่านการอนุมัติในแต่ละจังหวัด จะเกิดผลในการสร้างรายได้ใหม่ ดังนั้นเพื่อการพิจารณาที่รอบคอบต้องมีการติดตามตรวจสอบที่รอบคอบจากฝ่ายนิติบัญญัติด้วยแนะงดเก็บภาษีผู้มีรายได้น้อยนายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลทบทวนมาตรการ และขยายระยะเวลาดูแลเยียวยาช่วยเหลือประชาชนทั้งหมด ทั้งการลดหย่อนหรือยกเว้นการจัดเก็บค่าไฟ ค่าน้ำประปา และค่าเช่าที่หน่วยงานของรัฐ เช่น ที่ดิน อาคารของการเคหะแห่งชาติ ควรงดเก็บค่าเช่า 3 เดือน หรืองดเว้นค่าเช่าไปถึงสิ้นปีนี้ รวมถึงการจัดเก็บภาษีบุคคล ควรช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เช่น คนมีรายได้จากเงินเดือนปีละ 1.2 แสนบาทที่ต้องเสียภาษี ควรขยายวงเงินรายได้เป็น 1.6 แสนบาท หรือ 2 แสนบาทต่อปี ทั้งนี้ รู้สึกกังวลเช่นเดียวกับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ที่เกรงว่าทางจังหวัดจะมีการฮั้วกับผู้รับเหมา เพราะเคยมีตัวอย่างจากโครงการไทยนิยมยั่งยืนเมื่อปี 2560-2561 ที่บ้านแวงเหนือ ต.แวง อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด มาแล้ว เกรงว่าจะซ้ำร้อยเดิมได้ สุดท้ายประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์ คนได้ประโยชน์ไม่กี่คน จึงเห็นด้วยที่จะตั้ง กมธ.วิสามัญมาคอยติดตามตรวจสอบฉะอย่าใจดำกับประชาชนนักเลยขณะที่นายวิรัตน์ วรศสิริน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย อภิปรายว่า ขอให้รัฐบาลลดงบซื้อเรือดำน้ำ รถหุ้มเกราะเพื่อเอาไปช่วยแก้ปัญหาโควิดได้หรือไม่ เวลานี้ชาวบ้านจะตายกันหมดแล้ว ชาวบ้านไม่มีเงินเดือนเหมือนนายกฯ การออกคำสั่งต่างๆ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถือเป็นคำสั่งที่มักง่ายลิดรอนสิทธิการประกอบอาชีพของประชาชน ขอให้เลิกเคอร์ฟิว อย่าใจดำกับการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชนเลย เมื่อวานฟังนายกฯอบรมว่าให้คนเคารพกฎหมาย ขอเรียนนายกฯว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด แต่ท่านถวายสัตย์ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ นายกฯควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษาและเคารพกฎหมาย ก่อนจะไปอบรมคนอื่นหวั่นหน่วยงานละเลงเละไม่ถึง ปชช.น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า รัฐบาลได้สร้างวิกฤติซ้อนวิกฤติจากมาตรการเยียวยาประชาชน รัฐบาลถือเอาเป็นบุญคุณทั้งที่เงินที่จ่ายเป็นเงินภาษีประชาชน ไม่ใช่เงินของรัฐบาล หนี้ที่กู้มา 1 ล้านล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย มีผู้ประเมินว่าต้องใช้เวลา 80 ปีจึงจะใช้หนี้หมด หนักใจต่อการลงมติอนุมัติหรือไม่อนุมัติ เพราะหากไม่ผ่านกังวลว่าประชาชนจะไม่ได้รับเงินเยียวยา แต่หากให้ผ่านก็เชื่อว่าจะเป็นการใช้เงินแบบเบี้ยหัวแตก แจกทุกกระทรวง เหมือนกับให้หน่วยงานนำไปแบ่งปัน ไม่ได้แก้ไขเศรษฐกิจปากท้องประชาชน เป็นการแก้ไขการเมืองภายในรัฐบาลเอง จวกบริหารแบบไร้เป้าหมายต่อมาช่วงเย็น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้ไม่มีรายละเอียดให้พิจารณาเหมือนคิดไปทำไปไม่ให้เกียรติประชาชนที่เป็นเจ้าของเงิน วันนี้เรายังพอมีเวลาแก้ไขโดยดูแบบอย่างจากในอดีต เช่น โครงการไทยเข้มแข็งสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ขนาดมีการวางเป้าหมายชัดเจนว่าจะจ้างงานเพิ่มขึ้นเท่าไร จีดีพีเพิ่มขึ้นเท่าไร และยังมีดัชนีชี้วัดอีก 7 ด้าน แม้สุดท้ายแล้วการประเมินผลออกมาไม่เป็นไปตามเป้า ทำให้เห็นว่าแม้มีเป้าหมายชัดเจนยังพลาดเป้าได้ แล้วตอนนี้ไม่มีเป้าหมายที่กำหนด แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสำเร็จหรือไม่สำเร็จ เงิน 1 ล้านล้านบาทอาจไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ จึงเห็นต่างกับฝ่ายค้านด้วยกันว่าหากจำเป็นต้องกู้ควรกู้มากกว่านี้ เพื่อให้คุ้มค่ากับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและทำให้ได้จริง ทั้งนี้แผนการฟื้นฟูประเทศหากยังคิดไม่จบให้กลับไปคิดมาใหม่แล้วยื่นกลับมาเป็น พ.ร.บ.การฟื้นฟูประเทศควบคู่ไปกับการจัดสรรงบประมาณปี 2564 เนื่องจาก พ.ร.บ.จะมีความรอบคอบรัดกุมมากกว่า มีการตรวจสอบและยึดโยงกับประชาชน ที่สำคัญคือมีการเรียนรู้บทเรียนที่ผิดพลาดในอดีตเสนออัดฉีดสร้างงาน–อาชีพใหม่นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ขอเสนอว่าแผนฟื้นฟูที่ดีต้องมีการสร้างงานให้ได้ และทำให้เห็นว่าเป้าหมายของประเทศจะเดินหน้าไปทางไหน งานที่รัฐจะจัดสรรให้ต้องตอบโจทย์ในการพัฒนาประเทศให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้นหลังโควิด เช่น ประเทศไทยสามารถผลิตเครื่องช่วยหายใจได้ หากเปิดให้ลงทุนและแข่งขันแบบเสรี ทำให้เสร็จภายในประเทศ เพื่อให้เกิดการจ้างงานและเกิดนวัตกรรม โดยมีรัฐบาลเป็นพี่เลี้ยงดูแล และไทยอาจเป็นผู้ส่งออกเครื่องช่วยหายใจไปทั่วโลกได้ ความหวังเหล่านี้คือสิ่งที่คนต้องการเห็นจาก พ.ร.ก. ทั้ง 3 ฉบับนี้ แต่รัฐบาลที่คิดแบบเดิมไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้ ทุกวันนี้กระจายแต่หน้าที่และภาระให้ อสม. หรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ไม่กระจายอำนาจและงบประมาณให้ เพราะตอนนี้ระบบราชการแบบรัฐราชการรวมศูนย์เข้ากับโครงสร้างที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่วางไว้พท.จี้ให้คนนอกเกาะติดเงินกู้ที่รัฐสภา นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พร้อมตัวแทน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ยื่นญัตติด่วนถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้พิจารณาตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ นพ.ชลน่านกล่าวว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับด้วยหลักเสียงข้างมากคงยากที่จะคัดค้าน ทำได้เพียงตั้งข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ แต่พบว่าการตรา พ.ร.ก.ไม่มีรายละเอียด มีเพียงแผนงานคร่าวๆในการใช้งบฯ หลายฝ่ายยังมีข้อสงสัยเป็นห่วงเรื่องการใช้เงิน ไม่มีรายละเอียดให้ตรวจสอบ พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นตรงกันว่า การตั้ง กมธ.วิสามัญมีความสำคัญจำเป็นเร่งด่วน เพื่อเชิญผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญแต่ละด้านที่ไม่ใช่ ส.ส.เข้ามาเป็น กมธ. เพื่อวางแนวทางตรวจสอบอย่างกว้างขวางวางเกมชง ก.ม.แก้ไขรื้อ พ.ร.ก.นายสุทินกล่าวว่า นอกจากช่องทางการเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบการใช้เงินกู้แล้ว พรรคร่วมฝ่ายค้านยังเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.กู้เงิน โดยให้มีกลไกป้องกันการใช้เงินเพื่อความโปร่งใสตรวจสอบได้ มีหลายประเด็น อาทิ คณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อให้เกิดความสุจริต โปร่งใส คณะกรรมการต้องกำหนดคุณสมบัติเงื่อนไขของผู้ทรงคุณวุฒิให้ชัดเจน และเพิ่มสัดส่วน ส.ส.เข้าไปเพิ่มเติมด้วย โดยเฉพาะแก้ไขมาตรา 7 เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างที่มีการเปิดช่องโหว่ครั้งใหญ่ ต้องแก้ให้กลับมาเป็นระบบปกติ การไม่ให้เปิดประมูลใหม่เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงมาก อีกทั้งต้องแก้ไขเรื่องการรายงานต่อสภาฯจากที่ต้องรายงาน 60 วันหลังสิ้นปีงบประมาณ หรือปีละครั้ง ควรแก้ให้เหมือนกับการรายงาน ครม.ในทุกๆ 3 เดือน เพื่อความรัดกุมถ้าหาเงินเป็นก็ไม่ต้องกู้มโหฬารนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การอภิปราย พ.ร.ก.เงินกู้ 3 ฉบับ เสียงสะท้อนของประชาชน ทั้งในสื่อสังคมออนไลน์ และจากสำนักงานสาขาของพรรคเพื่อไทย พ.ร.ก.ฉบับที่ 1 ที่กู้เงินเพื่อเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจวงเงิน 1 ล้านล้านบาทนั้น พบว่าประชาชนเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือ เป็นห่วงจะทำให้เป็นหนี้ตลอดไป จึงมีฉายาใหม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ลุงตู่นักกู้ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และพรรคจะยังติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ต่อไป เพราะหากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์แก้เศรษฐกิจดีต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 ตั้งงบประมาณสมดุลปีละ 1 แสนล้านบาท เวลา 6 ปีถึงขณะนี้จะมีเงินอย่างน้อยถึง 6 แสนล้านบาท ไม่จำเป็นต้องกู้เต็มจำนวน 1 ล้านล้านบาท หากหาเงินเก่งนอกจากแจกเพียงอย่างเดียว วันนี้อาจกู้เงินเพียง 2-3 แสนล้านบาทฉะผู้ว่าฯธปท.ใช้เฟซเบี่ยงประเด็นนายจิรายุกล่าวต่อว่า การชี้แจงของ ครม.สอบตกแล้วยังต้องไล่ออก มีแต่พูดว่าจะกู้เงิน อวดบารมีศักดิ์ศรีว่าแก้ไขปัญหา แต่ไม่เคยบอกว่าจะใช้หนี้และหาเงินอย่างไร นี่คือปัญหาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นอกจากนี้ กรณีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาชี้แจงถึงการดำเนินงานตาม พ.ร.ก.ผ่านเฟซบุ๊ก คนระดับผู้ว่าฯธปท.ควรชี้แจงกับนายกฯหรือ รมว.คลัง และที่ผู้ว่าฯ ธปท.พยายามชี้แจงว่ากู้เงินไม่ถึง 1.9 ล้านล้านบาทนั้นเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นเป็นเงินยืมอัฐยายซื้อขนมยายซึ่งไม่ถูกต้อง ต้องชี้แจงด้วยเอกสารไม่ใช่ใช้พื้นที่เฟซบุ๊กเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ที่ประเทศไทยและประชาชนต้องเป็นหนี้ไปอีก 80 ปี ตนตายไป 2 รอบ ยังไม่รู้จะใช้หนี้ครบหรือไม่ พูดให้ชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร “บิ๊กตู่” โบ้ยไม่ยุ่งเรื่องตั้ง กมธ.วันเดียวกันที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเสนอให้ตั้ง กมธ.วิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน ว่า มีกลไกกฎหมาย และมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงินอยู่แล้ว ทั้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อถามว่าแสดงว่าไม่เห็นด้วยให้มีการตั้ง กมธ.ใช่หรือไม่ นายกฯตอบว่า “ไม่ใช่เรื่องของผม เป็นเรื่องของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ผมไม่มีสิทธิไปชี้ไม่ยุ่ง”ก้าวไกลดัน พ.ร.บ.ประชุมออนไลน์ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.กทม. รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล แถลงว่า จากกรณีที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้รัฐออกมาตรการขอความร่วมมือทำงานที่บ้าน พร้อมกับเสนอร่าง พ.ร.ก.ประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯในวันที่ 31 พ.ค. แต่ร่าง พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ครอบคลุมการทำงานของสภาฯ และองค์กรศาลต่างๆ พรรคก้าวไกลจึงเตรียมยื่นญัตติเสนอให้ตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อศึกษาและแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาให้สามารถประชุมได้ รวมถึงลงมติผ่านระบบออนไลน์ได้ จะเป็นผู้อภิปรายร่างเพื่อชี้ให้เห็นว่าสภาไม่ควรเห็นชอบร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้ แต่ควรตราเป็น พ.ร.บ.เพื่อให้ครอบคลุมส่วนราชการทุกส่วนยันไร้การเมืองไม่อุทธรณ์คดี “โอ๊ค”อีกเรื่อง นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า กรณีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ และอัยการศาลสูง ไม่อุทธรณ์คดีนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือ “โอ๊ค” ฐานร่วมกันฟอกเงินธนาคารกรุงไทย ทำให้คดีถึงที่สุด ยืนยันว่าอัยการสูงสุดพิจารณาตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงในสำนวนคดีที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเคยพิจารณาและตัดสินยกฟ้อง ไม่มีการแทรกแซงใดๆทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และจะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานอัยการกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แน่นอน เพราะกฎหมายให้อำนาจแยกกัน แต่ละหน่วย และเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนปกติ ทั้งนี้อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้อัยการที่ดูแลคดีจัดทำรายงานในรายละเอียดว่า อัยการมีความเห็นไม่อุทธรณ์เพราะประเด็นใดบ้าง เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันเพื่อชี้แจงต่อสังคม“เรืองไกร” แซะ “ลุงป้อม” ยังใส่ของยืมนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติกล่าวว่า ได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาจาก ป.ป.ช. ลงวันที่ 25 พ.ค.2563 กรณียื่นคำร้องเรียนให้ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฐานไม่แจ้งทรัพย์สินหนี้สินในมูลค่านาฬิกาหรูที่มาจากการยืมว่า ได้รับคำตอบว่าการยืมนาฬิกาหรูจากนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ นั้น พล.อ.ประวิตรได้คืนนาฬิกาดังกล่าวให้แล้ว ซึ่งเป็นการยืมใช้คงรูปจึงไม่มีความผิด และไม่ถือเป็นหนี้สินตามกฎหมายที่ ป.ป.ช.กำหนด ให้ต้องแสดงในแบบบัญชีแสดงรายการหนี้สินและทรัพย์สิน อย่างไรก็ตาม จากที่ตนสังเกตตามภาพข่าว พล.อ.ประวิตรยังคงใส่นาฬิกาอยู่ เพียงแต่ต่างกรรมต่างวาระ อยากรู้ว่า พล.อ.ประวิตรไปยืมนาฬิกาใครมาใส่อีกหรือไม่“สุริยะ” นำทีมสามมิตรพบ “พี่ใหญ่”ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวความพยายาม เปลี่ยนตัวหัวหน้าและเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยังคงมีต่อเนื่อง ล่าสุดช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ มี ส.ส.กลุ่มต่างๆทยอยเข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ประธานยุทธศาสตร์พรรค ที่ห้องพักรัฐสภา ที่น่าจับตาคือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม นำ ส.ส.กลุ่มสามมิตร กว่า 20 คน อาทิ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ร.อ.จองชัย วงศ์ทรายทอง ส.ส.ชลบุรี นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ส.ส.สุโขทัย นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี นายเชิงชาย ชาลีรินทร์ นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ นายภูดิท อินสุวรรณ์ ส.ส.พิจิตร นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. นายเกษม ศุภรานนท์ ส.ส.นครราชสีมา นายอนันต์ ผลอำนวย นายปริญญา ฤกษ์หร่าย นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร นายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น พล.อ.ประวิตรกล่าวกับทีม ส.ส.ที่เข้าพบว่า เรื่องของพรรคอย่าห่วง จะดูแลทุกอย่างให้เรียบร้อย