เรื่องน่าเศร้ามัก เกิดเหตุ “คดีข่มขืนเด็ก” มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ จากการกระทำ “คนใกล้ชิดที่รู้จักคุ้นเคยกันดี” หรือ “คนในครอบครัว” ซึ่งอาศัยความไว้ใจเป็นโอกาสก่อเหตุ “ล่วงละเมิดทางเพศ” ในบ้านที่อาศัยอยู่ร่วมกัน จนไม่กล้าแม้แต่ “ขอความช่วยเหลือ” เพราะหวาดกลัวจากการถูกข่มขู่ฆ่า ทำร้ายร่างกายทำให้ตกเป็น “เหยื่อถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า” และซ้ำร้ายก็มักกลายเป็นคดีสะเทือนขวัญ “ฆ่าข่มขืนเด็ก” เกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง กลายเป็น “ความสูญเสียและความเจ็บปวด” ของคนในครอบครัวที่ทราบข่าวร้าย แต่ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปว่าการระบายความโกรธแค้น...ในบางกรณี “เด็กทนไม่ไหว” ต้องหนีออกจากบ้าน เพื่อขอความช่วยเหลือกับ “คนที่เขาไว้ใจ” แน่นอนว่า...เมื่อเกิดเหตุขึ้น “เด็กหญิง” ต้องรับ “บาดแผลลึกในใจ” ที่เป็น “ตราบาป” คอยตอกย้ำภาพเหตุการณ์อันแสนเลวร้ายและความเจ็บปวดถูกฝังอยู่ลึกๆของหัวใจตลอดไปเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นบ่อยนี้ ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถีศึกษา บอกว่า ปัจจุบันเหตุการณ์ “คดีข่มขืน” สามารถเกิดขึ้นกับเหยื่อได้ “ทุกเพศ...ทุกวัย” ที่ไม่ใช่เฉพาะผู้หญิงอีกต่อไปแต่ยังมี “กลุ่มผู้ชาย” มีลักษณะอำนาจน้อย เช่น “เด็กเล็ก” หรือ “เด็กชาย” ลักษณะไม่แสดงความแข็งแกร่งจนถูกมองว่า “ไม่แมนเป็นเกย์” รวมถึง “กลุ่มชายข้ามเพศ” ด้วย ทำให้สังคมตัดสินเป็น “กลุ่มคนอ่อนแอ” มักถูกกระทำความรุนแรงทางเพศได้ง่ายขึ้นกว่ากลุ่มชายอื่นฉะนั้น...“อายุ” ไม่ใช่เรื่องหลัก เพราะเหตุ “คดีข่มขืน” มีตั้งแต่เด็ก 1 ขวบ จนถึงผู้สูงอายุ 90 ปีในเชิงข้อมูลสถิติของ “ศูนย์พึ่งได้ประจำโรงพยาบาล” กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปี 2547-2561 มีเด็กและสตรีถูกกระทำความรุนแรง เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลประมาณ 2 แสนกว่าคน มีสาเหตุจากถูกล่วงละเมิดทางเพศ 4,000 กว่าคนต่อปี ในจำนวนนี้มีเด็กถูกละเมิดทางเพศค่อนข้างสูงกระทั่งสามารถวิเคราะห์ต่อไปได้ว่า สาเหตุเกิดจาก “เด็กมีความเปราะบาง อ่อนแอ” มีอำนาจน้อยกว่า “ผู้ใหญ่” ที่กระทำการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งกรณีเหตุการณ์ “ข่มขืนเด็ก” ส่วนใหญ่เกิดจาก “คนรู้จัก” ส่วนหนึ่งเป็น “ผู้ใหญ่เพศชาย” ในฐานะเป็นสมาชิกอาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกันบุคคลที่ว่านี้อาจหมายถึง...พ่อแท้ๆ พ่อเลี้ยง ปู่ ตา ลุง ที่มีอำนาจเหนือกว่า “เหยื่อ” สามารถข่มขู่บังคับได้ เพราะเด็กต้องพึ่งพิงของการดำรงชีวิต หรือความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจ ทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองเรียกร้องกลายเป็นช่องว่างของ “วัยเปราะบางทางสังคม” ต้องตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศสูง“วัยเปราะบางทางสังคมนี้กลายเป็นปัจจัยของการถูกล่วงละเมิดทางเพศนอกบ้านอีกด้วย เช่น กรณีที่เกิดขึ้น “ในรั้วโรงเรียน” ที่อาจมี “ครูไม่ดี” ไม่มีจรรยาบรรณวิชาชีพ หรือไม่มีศีลธรรม มุ่งหวังแสวงหาผลประโยชน์ และโอกาสกระทำต่อเด็กที่มีต้นทุนจากปัจจัยเอื้อของอำนาจความเป็นครูผสมกับเด็กมีวัยเปราะบาง” ดร.วราภรณ์ ว่า จริงๆแล้ว...“เด็กถูกข่มขืน” มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ในเชิงทางสังคม มีสาเหตุจากเด็กเปราะบางทางสังคมเพิ่มมากขึ้น สังเกตจากสภาพสังคมทั่วไป มักมีเด็ก เยาวชนจำนวนไม่น้อยถูกทิ้งปล่อยอาศัยอยู่กับปู่ย่า ตายาย หรือลุงป้า น้าอา โดยไม่มีพ่อแม่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะต้องไปทำงานต่างจังหวัด เพื่อหาเลี้ยงปากท้องจนเกิดมูลเหตุปัญหา 3 ส่วนคือ ส่วนแรก...ความห่างต่างวัย เพราะการนำเด็กเล็กอายุน้อยมาอาศัยอยู่กับปู่ย่า ตายาย ที่อายุมากแล้ว ส่งผลให้ความต่างวัยห่างกันมาก มีลักษณะความแตกต่าง ทั้งพฤติกรรมและนิสัย ส่งผลให้วิถีชีวิต การอบรม สั่งสอนเด็ก ไม่เข้าใจกัน จนเกิดความตึงเครียดของความสัมพันธ์ มีปัญหาขึ้นในครอบครัวส่วนที่สอง...เด็กอยู่กับบุคคลไม่สนใจดูแล หรือ “ไม่มีความรักแก่เด็ก” เมื่อเด็กไม่มีพ่อแม่คอยดูแลคุ้มครองใกล้ชิด ทำให้เกิดเหตุความรุนแรง เช่น ใช้แรงงานเด็ก ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหง ลงโทษรุนแรงเกินกว่าเหตุ รวมถึงการลวนลามทางเพศ หรือการข่มขืนเด็กขึ้นและส่วนที่สาม...วัยรุ่นไม่พร้อมมีลูก ในอนาคตปัญหานี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เพราะไม่มีกำลังในการดูแลลูก รวมถึงทักษะการดํารงชีวิตประจําวัน ทำให้ “ทิ้งลูก” อยู่กับพ่อแม่ ปู่ยา ตายาย ดูแลเลี้ยงแทน กลุ่มนี้มีลักษณะเป็น “เด็กถูกทิ้ง” มีความเปราะบางทางสังคมมากที่สุดดังนั้นเด็ก 3 กลุ่มนี้ ย่อมมีโอกาสตกเป็น “เหยื่อ” ของบุคคลแสวงหาประโยชน์ ความรุนแรง หรือการล่วงละเมิดทางเพศได้ง่าย และไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่เกิดมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว...หากย้อนสมัยอดีต...มีการสอนเรื่อง “รักนวลสงวนตัว” กันอย่างมากมาย แต่ก็ยังมีเหตุการณ์ “ฉุดหญิงสาว” เพื่อนำไปทำเป็นเมียอยู่บ่อยครั้ง แสดงให้เห็นว่า “สมัยโบร่ำโบราณ” ในยุคของการสอนให้คน “รักนวลสงวนตัว” ก็ยังมี “การข่มขืนเกิดขึ้น” แม้ว่ายุคปัจจุบันนี้ที่วิถีชีวิตคนเปลี่ยนไปก็ยังคงมีเหตุการณ์ “ข่มขืน” เช่นเดิมสาเหตุจากสังคมไม่ยอมรับ “วิถีชีวิตของวัยรุ่น” เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ในบางครั้งเด็กยุคใหม่ต้องออกไปคบหากับเพื่อนต่างเพศ แต่ผู้ใหญ่กลับมีความคิดตรงกันข้าม มองว่า “ผู้หญิง” ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องเพศทำให้ไม่มีการสอนให้เกิดการเรียนรู้อย่างจริงจังโดยเฉพาะการจัดการความสัมพันธ์ในเรื่องการต่อรองเหตุเฉพาะหน้า กรณี “แฟนชาย” ต้องการมีเพศสัมพันธ์ ควรต้องมีวิธีรับมือด้วยการไม่แคร์ ไม่สนใจเวลาแฟนขอนอนด้วย เพราะฝ่ายชายมักอ้างหากไม่ยอมจะไม่รัก หรือเลิกกัน ทำให้เด็กผู้หญิงมีความรู้สึกสั่นไหว อาจยอมมีเพศสัมพันธ์ก็ได้สิ่งสำคัญ...ทุกคนต้องเรียนการเคารพสิทธิของกันและกัน เพราะเนื้อตัวร่างกายของคนอื่นย่อมเป็นสิทธิของเขา ไม่สามารถจับต้องได้ หากไม่ได้รับความยินยอม และการมีเพศสัมพันธ์จะบังคับกันไม่ได้ หากมีการ “สอนวัยรุ่น” ให้รับรู้โดยทั่วกัน แม้ว่า “แฮงเอาต์” ก็ไม่นำไปสู่ “การข่มขืน” หรือ “ใช้ความรุ่นแรงต่อกัน”เพราะเมื่อเด็กเกิดความสำนึกจะทำให้สามารถปกป้องสิทธิของตัวเอง มีความเข้มแข็งต่อการต่อรองในสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการให้เกิดขึ้น แต่ความเป็นจริงแล้ว...ในสังคมไทยไม่เคยถูกปลูกฝังสั่งสอนกันในเรื่องนี้เลย ส่งผลให้เด็กเผชิญกับเหตุการณ์เรื่องเพศตามยถากรรม จนไม่สามารถตั้งรับ หรือต่อรองอะไรได้เมื่อเด็กเกิดความผิดพลาดกลับถูกผู้ใหญ่มองว่า “ใจแตก” มีการลงโทษกันเกิดขึ้น แต่ไม่เคยสนใจ หรือไม่ยอมรับ “ความเปราะบางของความเป็นเด็ก”...ส่งผลให้ “เด็กเตลิดเปิดเปิง” อาจนำสู่การเกิดการล่วงละเมิดทางเพศรุนแรงกว่าเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลายเป็นผู้ใหญ่ผลักเด็กดิ่งลงเหว...ตกนรกทั้งเป็นก็ได้ดังนั้น เมื่อเด็กเกิดความผิดพลาด “พ่อแม่” ต้องเริ่มจากการ “ทำใจ” ปรับทัศนคติใหม่ในเรื่องการถูกข่มขืน หรือละเมิดทางเพศ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาลงโทษกัน แต่ต้องหันมาทำความเข้าใจต่อกัน และสร้างแนวคิดให้รู้จักประเมินผลดีและผลเสียกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น และหาทางป้องกันกับปัญหาที่จะตามมา...เพื่อให้ชีวิตของเด็กเดินต่อไปได้ มีโอกาสเรียนหนังสือตามปกติ ได้จบการศึกษาอย่างคุณภาพ มีชีวิตที่ดีในอนาคต แต่หากตัดสิทธิด้วยความโกรธ เช่น ไม่ให้เรียนหนังสือ หรือไล่ออกจากบ้าน สามารถเดาชีวิตเด็กคนนี้ได้เลยว่า...ไม่มีช่องทางทำให้ชีวิตรุ่งเรือง หรือมีชีวิตที่ดีได้ สุดท้ายก็ต้องกลับมาพึ่งพิงพ่อแม่เช่นเดิมซึ่งทุกครั้งเกิดเหตุการณ์ “เด็กถูกข่มขืน” ไม่ว่าจะเป็น “ในรั้วโรงเรียน” หรือ “ในครอบครัว” มักมีความรู้สึกสะเทือนใจ เมื่อวันเวลาผ่านไปทุกอย่างก็ลืมหายไป ถ้ามีเหตุการณ์ใหม่ก็สะเทือนใจอีกครั้ง แต่ปัญหานี้ไม่ใช่ไม่มีทางแก้ สามารถแก้ไขได้จากปัจจัยทางสังคม ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ในการบังคับใช้กฎหมายจริงจังที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกเคยสำรวจประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิก มีคดีข่มขืนเกิดขึ้นสู่ศาล 100 คดี ปรากฏว่า...คดีลงโทษผู้กระทำความผิด 3% เท่านั้น ส่วนอีก 97% อาจไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีกัน หรือคดีหลุดหายระหว่างทางก็ได้ ดังนั้น การใช้กฎหมายถือว่าเป็นช่องทางสำคัญมากในเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศนี้สุดท้าย...“จิตสำนึก” ในการเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน ไม่หวังแสวงหาผลประโยชน์กับเด็ก คือ...“สิ่งสำคัญ” ที่จะเป็นหนทางหยุดยั้งการล่วงละเมิดทางเพศได้ดีอย่างถาวรที่สุด...