การประชุมประจำปีครั้งที่ 73 ของสมัชชาอนามัยโลก (WHA) ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ทางออนไลน์ จากนครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ วันแรกใน 2 วัน เมื่อ 18 พ.ค. นายเทดรอส อดานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการ WHO ประกาศว่าจะให้มีการทบทวนในระดับโลกเรื่องการรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยเร็วที่สุดในเวลาที่เหมาะสม และต้องครอบคลุมทุกฝ่ายด้วยเจตนาสุจริต ทุกชาติได้รับบทเรียนจากการแพร่ระบาดครั้งนี้ และต้องตรวจสอบการรับมือของตน เขายังระบุว่าจีนซึ่งเป็นต้นตอการระบาดก็สนับสนุนให้มีการทบทวนดังกล่าวด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนแถลงต่อที่ประชุม WHA ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของโลกที่ร้ายแรงที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยืนยันว่าจีนรับมือโควิด-19 อย่างเปิดเผย โปร่งใสและรับผิดชอบมาตลอด แต่การทบทวนควรมีขึ้นหลังสามารถควบคุมโควิด-19 ได้แล้ว เขายังประกาศว่าจีนจะมอบเงิน 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 60,000 ล้านบาท) ภายในเวลา 2 ปี ให้ WHO ใช้ต่อสู้โควิด-19 รวมทั้งพัฒนาวัคซีนป้องกันและยารักษา เยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 ในประเทศต่างๆคำประกาศของเกเบรเยซุสและสี จิ้นผิง มีขึ้น หลังสหภาพยุโรป (อียู) เสนอร่างมติต่อ WHA เรียกร้อง ให้มีการประเมินเรื่องการรับมือโควิด-19 ของ WHO อย่างเที่ยงธรรม อิสระ และครอบคลุมในเวลาที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุด และสมาชิก WHO ทั้ง 194 ประเทศรวมทั้งสหรัฐฯ สนับสนุนร่างมตินี้อย่างเป็นเอกฉันท์อย่างไรก็ตาม นายอเล็กซ์ ซาร์ รมว.สุขภาพและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ โจมตี WHO ว่าล้มเหลวในการรับมือโควิด-19 ทำให้แพร่ระบาดจนควบคุมไม่ได้จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เขายังชี้ว่ามีอย่างน้อย 1 ประเทศ (ไม่ระบุชื่อแต่คาดว่าหมายถึงจีน) พยายามปกปิดเรื่องการแพร่ระบาด สร้างความสูญเสียมหาศาลให้ทั้งโลกด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แถลงที่ทำเนียบขาว กล่าวหา WHO ว่าล้มเหลวในการรับมือกับโควิด-19 ให้คำแนะนำที่เลว ทั้งยังเป็น “หุ่นเชิดของจีน” ช่วยทำให้จีนดูดีขึ้น ทรัมป์ยังส่งจดหมายถึงนายเกเบรเยซุส ขู่ว่าสหรัฐฯ อาจยุติการให้เงินสนับสนุนและถอนตัวจากการเป็นสมาชิก WHO เป็นการถาวร ขอให้ WHO แสดงความเป็นอิสระจากจีน และให้เวลา WHO ปรับปรุงตัวให้เห็นอย่างเป็นแก่นสารภายใน 30 วัน ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ประกาศระงับการให้เงินสนับสนุน WHO ชั่วคราว กล่าวหาว่า WHO เข้าข้างจีน แจ้งเตือนภัยโควิด-19 ล่าช้า ทั้งนี้ สหรัฐฯเป็นชาติที่ให้เงินสนับสนุน WHO มากที่สุดราวปีละ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ.