ความวุ่นวายของกลุ่มคนไทยที่กลับจากต่างประเทศไม่ยอมรับ “กฎกติกา” ต้องไปกักตัวเฝ้าระวังเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งที่อยู่ในช่วงประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และประกาศเคอร์ฟิว ป้องกันเชื้อแพร่ติดต่อไปสู่คนหมู่มากขณะที่คนไทยที่อยู่ในประเทศยึดคำสั่งของรัฐบาล ร่วมกันหยุดยั้งการแพร่เชื้อไวรัส สิ่งที่คนเหล่านั้นได้กระทำลงไปกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ และด่านตรวจเคอร์ฟิว เพราะอะไร และอะไรทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้เพราะความที่ “ขาดจิตสำนึก” ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ขาดระเบียบวินัย การไม่เคารพกฎหมาย พ่อแม่ผู้ปกครองสนใจเฉพาะลูกหลานที่ไปร่ำเรียนต่างประเทศ บางคนกลับจากทำธุรกิจ บางคนกลับมาเพราะกลัวโรคร้ายที่แพร่ระบาดหนักในต่างประเทศ จนลืมไปว่ามาตรการ “กักตัว” ผู้ที่เดินทางมาจากประเทศเสี่ยง เป็นสิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้ในสถานการณ์สกัดกั้นการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสร้ายแรงและเป็นความกังวลของพี่น้องคนไทยที่อยู่ในประเทศคนกลุ่มนี้ทำเหมือนไม่ได้รับรู้ข้อมูลความอันตรายเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายๆ หลายคนทำตัวเป็น “นักเลงคีย์บอร์ด” ด่าทอเจ้าหน้าที่ ทั้งที่เจ้าหน้าที่ทุกคน ทุกหน่วยที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ใน สนามบินสุวรรณภูมิ และ ด่านเคอร์ฟิว เขาทำเพื่อคนหมู่มาก เพื่อตัวคนที่ถูกกักตัว ญาติพี่น้อง พ่อแม่ เพื่อนฝูงคนเหล่านี้ทั้งนั้นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 บางครั้งการวัดไข้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่ามีการติดเชื้อมาด้วยหรือไม่ มีหลายเหตุการณ์ที่ยืนยันว่าผู้ที่เสียชีวิตบนรถไฟขณะเดินทางกลับบ้านหลังจากผ่านการตรวจคัดกรองจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข กรมควบคุมโรค และเจ้าหน้าที่ ตม.แล้วที่สนามบินสุวรรณภูมิผลตรวจไม่มีไข้สูง แต่สุดท้ายไปออกอาการขณะโดยสารบนรถไฟ เสียชีวิตในเวลาต่อมาสถิติการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสในไทยพบว่า ส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มที่เดินทางกลับจากต่างประเทศแล้วไม่ปรากฏไข้สูงในช่วงเดินทางกลับ ต่อมามีไข้แล้วมีการแพร่กระจายออกไปสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนทั่วไปยังไม่รวมความกังวลของคนไทยที่ต้องอยู่ใกล้ชิดคนที่มาจากประเทศเสี่ยง มีจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งยังไม่ได้ “กักตัว” เพื่อยืนยันว่าไม่ได้ติดเชื้อมาแพร่กระจายคนอื่น รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการ “กักตัว” ผู้ที่กลับจากกลุ่มประเทศเสี่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้เข้ามาแพร่เชื้อให้กับคนที่อยู่ในประเทศสิ่งที่มีคนใช้นามแฝงโพสต์ด่าตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่การท่าฯ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลจุดคัดกรองที่สนามบินสุวรรณภูมิ ที่มาเชิญตัวญาติลูกหลานที่เดินทางกลับจากประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเป็นจำนวนมากที่สุดในโลก เพื่อให้เข้ารับการทำ STATE QUARANTINE เมื่อกลับมาถึงประเทศไทยเป็นเวลา 14 วัน โดยใช้ถ้อยคำหยาบคายในเฟซบุ๊ก ดูถูกเจ้าหน้าที่ ตม. ในเรื่องยศน้อยเหตุผลแค่เจ้าหน้าที่ขอเชิญ “กักตัว” ญาติของพวกเขาเหล่านั้นเข้ามากักตัวเฝ้าระวังเชื้อเป็นเวลา 14 วัน ตามกติกาสำหรับผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ ข้อความที่โพสต์ด้วยความคึกคะนองหรือ “ขาดจิตสำนึก” เป็นสิ่งที่บั่นทอนความรู้สึกเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ซึ่งเสี่ยงชีวิต ทุ่มเท ทำงานหนัก ร่วมกันสกัดกั้นเชื้อไวรัสเพื่อคนไทยทุกคนทุกภาคส่วนที่อยู่ในเมืองไทยร่วมกันทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เชื้อแพร่ระบาดไปสู่ผู้คนในประเทศ นำมาสู่การสูญเสีย ส่วนหนึ่งคือการรณรงค์ให้คนอยู่บ้าน ตัดวงจรการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส การปิดสถานที่ทำงาน ห้าง ร้านค้า สถานบันเทิง สนามมวยและอื่นๆอีกมาก เป็นความเดือดร้อน เพื่อที่ไม่ให้คนอยู่ร่วมนำไปสู่เชื้อแพร่กระจายเป็นสิ่งที่คนไทยยอมรับและให้ความสำคัญ ไม่เอาแต่ประโยชน์ ความสุขสบายของตัวเองเป็นใหญ่ แต่สิ่งที่คนไทยบางคนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศในช่วงเชื้อแพร่ระบาดหนัก อ้างว่าถูกกักตัวมาแล้วในต่างประเทศ มีผลตรวจยืนยันมาแล้ว ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ส่งเข้ากักตัว เป็นเรื่องที่ คนส่วนใหญ่รับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คนไทยทุกคนยอมเจ็บ ทั้งตกงาน ขาดรายได้ ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง พยาบาล หมอ ทุกคนต้องเสี่ยงชีวิตมาตรวจคัดกรองผู้ที่มาจากประเทศเสี่ยงเพื่อหยุดยั้งเชื้อไวรัสแพร่ไปสู่คนหมู่มาก แต่บางคนที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศกลับไม่ให้ความสนใจในมาตรการของรัฐบาล บางคนจงใจฝ่าฝืนประกาศเคอร์ฟิว เดินทาง เที่ยวเตร่ โพสต์ข้อความที่ท้าทาย ไม่สนใจในสิ่งที่คนไทยในประเทศร่วมกันทำส่วนทางนโยบายของรัฐบาลที่หาทางลดผู้ป่วยติดเชื้อ คนที่เสียชีวิต เพื่อให้กลับสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด ตัวเลขผู้ป่วยที่มาจากคนที่เดินทางจากประเทศเสี่ยง ไม่ยอมรับ “กฎกติกา” และ “จิตสำนึก” ทำเพื่อสังคมส่วนรวมพล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. กล่าวกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “ขอฝากถึงสังคมโดยรวมให้เข้าใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ทุ่มเท เสียสละทำงานในสนามบิน หมอ ทหาร ตำรวจ การท่าฯ ขนส่ง ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ ตม. คนส่วนใหญ่อาจมองว่าเพราะ ตม.เป็นผู้กักญาติพี่น้องพวกท่าน ทั้งหมดเป็นการทำงานร่วมกันเพื่อสกัดเชื้อไวรัสแพร่กระจาย ทุกคนมีความเสี่ยงหมด กลับบ้านไปต้องแยกกันอยู่แยกกันกิน แม้ยังไม่มีอาการใดๆ ถึงแม้จะมีเสียงก่นด่ามาอย่างไร เจ้าหน้าที่ทั้งหมดก็ไม่เคยย่อท้อ ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เต็มกำลังความสามารถ เพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติของเรา ใครจะเห็นแก่ตัวอย่างไรก็ว่ากันไป แต่ถ้าทำผิดกฎหมายต้องไม่มาโทษกันภายหลัง อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย”คนที่โพสต์หรือฝ่าฝืนมาพูดทีหลังว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอโทษกับเหตุการณ์ ต่อไปจะไม่ทำอีกแล้ว ซึ่งเป็นข้ออ้างมาตอนหลัง เพราะถูกกระแสสังคมโจมตีอย่างหนักเท่านั้นเอง และจะถูกด่าทออย่างไรตำรวจยังมีหน้าที่สำคัญในการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงและดำเนินการกับผู้ที่เอาเปรียบคนไทยในช่วงที่เดือดร้อนหนักล่าสุด พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้มีคำสั่งให้ พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ดำเนินการกับกลุ่มที่กักตุน ลักลอบจำหน่ายหน้ากากอนามัยเกินกว่าราคากำหนด ซึ่งซ้ำเติมคนไทยที่เดือดร้อน และคุมเข้มผู้ที่ฝ่าฝืนประกาศเคอร์ฟิวของรัฐบาล ให้ พล.ต.ท.ปิยะ อุมาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ประสานทุกพื้นที่ดำเนินคดีกับผู้ที่ปล่อยลวงข่าวหลอกทำให้สังคมสับสนพล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.ควบคุมด้านเคอร์ฟิวรอบกรุงเทพฯ พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบช.ก. สนับสนุนหน่วยพื้นที่ พล.ต.ต.ต่อศักดิ์ สุวิมล รอง ผบช.ก. มาเป็น “สะพานบุญ” ระดมภาคเอกชนมาช่วยเหลือแจกข้าวกล่อง และบริจาคชุด PPE หน้ากากให้หมอใช้รักษาผู้ป่วย รพ.ที่ขาดแคลนทั่วประเทศ สถานการณ์ขณะนี้ขอให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ที่ทุ่มเท เสียสละ ไม่ได้หลับไม่ได้นอน อยู่หน้าด่านตรวจเคอร์ฟิวและสนามบิน เสี่ยงต่อโรคศัตรูที่มองไม่เห็น ไม่รู้ว่าตัวเองจะติดเชื้อไปเมื่อไหร่ แล้วลูกเมีย พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง คนรอบข้างจะเสี่ยงติดเชื้อไปด้วยอีกเท่าไหร่ ถ้าพวกเขาเหล่านั้นพลาดบ้างช่วยกันทำตามกฎกติกา เพื่อสังคมส่วนรวม เพื่อลูกหลานของพวกเราทุกคน.ทีมข่าวอาชญากรรม