ปลอมเอกสารโอนหุ้นเสี่ยจืดคดีฆ่าตามติดๆดาบแรก “บรรยิน” ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษา จำคุก 8 ปี ไม่รอลงอาญา คดี ปลอมเอกสารโอนหุ้น “เสี่ยชูวงษ์” 300 ล้านบาท ส่วนพริตตี้-โบรกเกอร์สาวคนสนิทบรรยิน จำคุกคนละ 4 ปี ยกฟ้องแม่โบรกเกอร์สาว ด้านพี่สาวเสี่ยชูวงษ์กล่าวหลังคำพิพากษาว่า คดีโอนหุ้นใช้เวลาเรียกร้องขอความเป็นธรรมนาน 4 ปี 9 เดือน พร้อมเผยคดีไม่ได้ล่าช้าที่ศาล หากอธิบดีอัยการกรุงเทพใต้คนก่อนพิจารณายื่นฟ้อง คดีน่าจะจบภายใน 2 ปี อาจไม่เกิดเหตุน่าเสียใจขึ้นกับพี่ชายผู้พิพากษา ส่วนคดีฆาตกรรมเสี่ยชูวงษ์ที่บรรยินเข้าไปมีส่วนในคดี ศาลจะเริ่มสืบพยานต่อในช่วงเดือนเมษายนนี้ หลังจากนั้นจะต่อด้วยคดีอุ้มฆ่าเผานั่งยางพี่ชายผู้พิพากษาอาวุโสศาลอาญากรุงเทพใต้อีกคดีศาลอาญากรุงเทพใต้ พิพากษาจำคุกบรรยิน 8 ปี ไม่รอลงอาญา ส่วนพริตตี้-โบรกเกอร์สาวคนสนิทบรรยิน ถูกจำคุกคนละ 4 ปีครั้งนี้ เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 มี.ค. ที่ห้องพิจารณาคดี 301 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง 63 ศาลอ่านคำพิพากษาคดีปลอมเอกสารโอนหุ้น 300 ล้านบาท ของ “เสี่ยจืด” นายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง อายุ 50 ปี นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่เสียชีวิตปริศนา ที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 เป็นโจทก์ และนางศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง ภรรยาของนายชูวงษ์ หรือเสี่ยจืด ในฐานะผู้จัดการมรดกสามีและบุตรรวม 4 ราย ที่เป็นผู้เสียหาย เป็นโจทก์ร่วมยื่นฟ้อง น.ส.กัญฐณา หรือน้ำตาล ศิวาธนพล อายุ 30 ปี พริตตี้คนสนิทนายชูวงษ์ น.ส.อุรชา หรือป้อนข้าว วชิรกุลฑล เปลี่ยนชื่อเป็น น.ส.วัชรียา หรือน้ำมนต์ วัชรประยงค์วุฒิ อายุ 29 ปี เจ้าหน้าที่การตลาด (โบรกเกอร์) บริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 57 ปี อดีต รมช.พาณิชย์ และ น.ส.ศรีธรา พรหมา อายุ 56 ปี มารดาของ น.ส.อุรชา หรือป้อนข้าว เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 ลักทรัพย์ มาตรา 334, 335 วรรคหนึ่ง (5) (7) กับวรรคสาม และรับของโจร มาตรา 357จากกรณีจำเลยทั้ง 4 ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและโอนหุ้น มูลค่า 300 ล้านบาทของนายชูวงษ์ไปโดยมิชอบ ก่อนที่นายชูวงษ์จะเสียชีวิตจากเหตุรถยนต์หรู ยี่ห้อเลกซัสสีดำ ทะเบียน ภฉ 1889 กรุงเทพมหานคร ของนายชูวงษ์ มี พ.ต.ท.บรรยิน เป็นผู้ขับ เกิดเสียหลักไปชนกับต้นไม้ที่ริมถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ระหว่างซอย 48 กับซอย 50 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กทม. เมื่อช่วงปี 2558 โดยกล่าวหา น.ส.กัญฐณา จำเลยที่ 1 รู้จักนายชูวงษ์ กับ พ.ต.ท.บรรยินจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ไปดำเนินการถอน/โอนหลักทรัพย์ของนายชูวงษ์ ต่อบริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี โอเอสเค ประเทศไทย ขณะที่ น.ส.อุรชา จำเลยที่ 2 โบรกเกอร์สาวเป็นคนสนิทของ พ.ต.ท.บรรยิน ร่วมกับ พ.ต.ท.บรรยินปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ไปดำเนินการขอถอน/โอนหลักทรัพย์ของนายชูวงษ์ ต่อบริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ วันนี้จำเลยที่ 1, 2 และ 4 ได้ประกันตัวมาฟัง คำพิพากษา ขณะที่ พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 3 ที่ ถูกเพิกถอนการประกันตัวเมื่อวันที่ 25 ก.พ.63 เนื่องจากพัวพันคดีลักพาตัวนายวีรชัย ศกุลตะประเสริฐ พี่ชายของผู้พิพากษาอาวุโสศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่เคยเป็นเจ้าของสำนวนคดีนี้ ไปทำร้ายร่างกายเสียชีวิต เพื่อกดดันศาลให้ยกฟ้อง ศาลไม่ได้เบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยอ่านคำพิพากษาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ขณะที่ฝ่ายครอบครัวของนายชูวงษ์ มีนางวันเพ็ญ ธนธรรมสิริ พี่สาวของนายชูวงษ์ มาศาลร่วมฟังคำพิพากษาศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของพนักงานอัยการโจทก์ที่ 1 และนางศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง โจทก์ที่ 2 และจำเลยทั้งสี่แล้วเห็นว่า เอกสารใบคำขอถอน/โอนหลักทรัพย์ทั้งสองบริษัทที่โอนหุ้นไปให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายชูวงษ์ มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความ ทั้งการโอนไม่ได้เป็นไปตามระเบียบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบริษัทหลักทรัพย์ทั้งสอง ตามที่เจ้าหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและเจ้าหน้าที่ของบริษัท อาร์เอชบี โอเอสเค (ประเทศ ไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัท หลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) เบิกความทั้งได้ความจากพยานบุคคล พยานเอกสาร และวัตถุพยานเป็นบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันเป็นพิเศษมากกว่านายชูวงษ์ ไม่มีเหตุที่นายชูวงษ์ จะโอนหุ้นจำนวนมากให้แก่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 มารดาของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่สามารถรับโอนหลักทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนเองได้ เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทหลักทรัพย์ ต้องให้จำเลยที่ 4 ผู้เป็นมารดาเป็นผู้รับโอนแทน รวมทั้งโทรศัพท์ที่ใช้ในการยืนยันการโอนหุ้นอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 3 เสียงพูดโทรศัพท์ที่ยืนยันการโอนหุ้นไม่ใช่เป็นเสียงของนายชูวงษ์ แต่พยานที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับนายชูวงษ์และจำเลยที่ 3 ยืนยันว่าเป็นเสียงจำเลยที่ 3ก่อนและหลังการโอนหุ้น จากการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์และภาพจากกล้องวงจรปิดในสถานที่ต่างๆ พบว่าจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 2 ได้พบปะพูดคุยกันบ่อย รวมทั้งระหว่างที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ไปเบิกเงินจากที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ที่รับโอนมา ทำให้เชื่อว่า ในการโอนหุ้นให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 มารดาจำเลยที่ 2 นั้น นายชูวงษ์ไม่มีส่วนรู้เห็น แต่จำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ร่วมกันปลอมใบคำขอถอน/โอนหลักทรัพย์และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายชูวงษ์แล้วโอนหุ้นของ บริษัทพลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) จำนวน 9,500,000 หุ้น มูลค่า 228,000,000 บาท รวมทั้งจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 โอนหุ้นของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (CPN) หลักทรัพย์ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) รวมมูลค่า 25,050,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 4 มารดาของจำเลยที่ 2ส่วนจำเลยที่ 4 ศาลเห็นว่าในขณะที่จำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ร่วมกันปลอมคำขอถอน/โอนหลักทรัพย์และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายชูวงษ์ นั้น จำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เป็นคนดำเนินการโดยจำเลยที่ 2 แจ้งกับจำเลยที่ 4 ว่า คนรักของจำเลยที่ 2 เป็นคนดำเนินการโอนหุ้นให้ พยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 มีส่วนร่วมในการปลอมใบคำขอถอน/โอนหลักทรัพย์และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายชูวงษ์ดังกล่าวตามฟ้อง แต่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง หลังจากจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 โอนหุ้นเข้ามาในบัญชีหลักทรัพย์ที่เปิดไว้ในชื่อจำเลยที่ 4 แล้ว หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันขายหุ้นที่รับโอนมาเข้าบัญชีของจำเลยที่ 4 แล้วจำเลยที่ 4 เป็นคนดำเนินการเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวไป ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยที่ 4 ว่า ร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร แต่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง โดยโจทก์ที่ 2 ฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ว่า ร่วมกันลักทรัพย์และรับของโจร เงินที่ได้จากการขายหุ้นดังกล่าวด้วย แต่ศาลไต่สวนแล้วเห็นว่าข้อหาดังกล่าวไม่มีมูล คดีถึงที่สุดไปแล้วศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 1, 2 และ 3 มีความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้จำคุก น.ส.กัญฐณา หรือน้ำตาล ศิวาธนพล จำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำคุก น.ส.อุรชา หรือป้อนข้าว วชิรกุลฑล จำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี จำคุก พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ กระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง รวมจำคุก 8 ปี ยกฟ้องในส่วนจำเลยที่ 4 คดีนี้เพื่อมิให้กระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิพากษาคดี จึงมีการเรียกคืนสำนวนคดีหรือโอนสำนวนคดีให้ผู้พิพากษาอื่นทำคำพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 33 วรรคหนึ่งหลังฟังคำพิพากษา นางวันเพ็ญ ธนธรรมสิริ พี่สาวของนายชูวงษ์กล่าวว่า ขอขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรมกับครอบครัว และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเดิมที่ต้องสูญเสียพี่ชายจากเหตุคดีนี้ ตลอดระยะเวลา 4 ปี 9 เดือน ที่รอคอย ผลคำพิพากษาเป็นไปตามคาด โดยศาลจำคุกจำเลยที่ 1-2 คนละ 4 ปี ส่วน พ.ต.ท.บรรยิน จำคุก 8 ปี และยกฟ้องจำเลยที่ 4 เป็นเพียงคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีอาญาเท่านั้น ครอบครัวยังได้ยื่นฟ้องทางแพ่งอีก 2 คดี เรื่องมูลค่าหุ้น จากนี้ต้องคัดคำพิพากษาคดีนี้ เสนอศาลอาญาพระโขนง พิจารณาคดีฆาตกรรมนายชูวงษ์ที่ครอบครัวและอัยการยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยินต่อไปพี่สาวนายชูวงษ์กล่าวต่อไปว่า คดีโอนหุ้นใช้เวลาในการเรียกร้องขอความเป็นธรรมนานถึง 4 ปี 9 เดือน คดีไม่ได้ล่าช้าที่ศาล แต่หากอธิบดีอัยการกรุงเทพใต้คนก่อนพิจารณายื่นฟ้อง คดีน่าจะจบภายใน 2 ปี อาจไม่เกิดเหตุน่าเสียใจขึ้น จึงฝากไปถึงอัยการสูงสุดช่วยพิจารณาตรวจสอบการทำงานของอธิบดีอัยการกรุงเทพใต้คนก่อน ที่มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องได้พิจารณาการทำงานด้วยความเป็นธรรมหรือไม่ คดีนี้เป็นคดีตัวอย่างที่มีความสลับซับซ้อน มีเอกสารพยานหลักฐานจำนวนมาก ทั้งนี้ขอขอบคุณกองปราบปราม กองพิสูจน์หลักฐาน ที่รวบรวมพยานหลักฐาน รวมทั้งพยานบุคคลต่างๆ รวมทั้งอัยการเจ้าของคดีที่ทำงานกันอย่างเต็มที่ ด้านคณะพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เปิดเผยว่า หลังทราบว่าศาลอาญากรุงเทพใต้อ่านคำพิพากษาคดีโอนหุ้นของนายชูวงษ์แล้ว ขณะนี้ยังเหลือคดีสำคัญอีก 2 คดี คือคดีการเสียชีวิตของนายชูวงษ์ โดยศาลจะเริ่มสืบพยานต่อในเดือนเมษายนนี้ หลังจบคดีนี้แล้วจะต่อด้วยคดีอุ้มฆ่าเผานั่งยางนายวีรชัย ศกุลตะประเสริฐ พี่ชายของผู้พิพากษาอาวุโสศาลอาญากรุงเทพใต้ต่อไป