ศิลปินไทยมาตรฐานเคป๊อป วันที่ท้อใจมองเป้าหมายได้ไปต่อแจ้งเกิดสุดปัง! ขึ้นแท่น “ลูกสาวคนใหม่” เพราะความน่ารักสดใสเป็นตัวเองของสาวน้อยวัย 15 ปี “แอลลี่-อชิรญา นิติพน” ในฐานะศิลปินเบอร์แรกของค่ายเพลงน้องใหม่ประสบการณ์แน่น “411 Music” โดยซีอีโอ กึ้ง-เฉลิมชัย มหากิจศิริ พาตัวเธอ รวมทั้งเพลงแรกในการเดบิวต์เพลง “How To Love (Feat. GRAY)” ที่ได้หนุ่มแรปเปอร์ฮอตเกาหลี GRAY มาร่วมฟีเจอริง กระแสดีทั้งแฟนเพลงไทยและต่างชาติ ยอดวิวในยูทูบ 10 วัน พุ่งทะลุ 10 ล้านวิว เข้าไปนั่งในใจแฟนๆง่ายดาย แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ แอลลี่ เพราะกว่าจะถึงวันนี้ต้องห่างครอบครัวนานนับปีไปฝึกฝนเข้มข้นตามมาตรฐานศิลปินเคป๊อปที่เกาหลีและมีบทพิสูจน์ตัวเอง“แอลลี่” เล่าเริ่มจาก...ฟีดแบ็กฮือฮาสนั่นโซเชียล แฮชแท็ก “ลูกสาวมาแล้ว” “ลูกสาวแห่งชาติ”? “หนูเห็นคอมเมนต์ทุกคอมเมนต์จริงๆ หนูนั่งไล่ดูทุกวัน รู้สึกขอบคุณมากๆที่มีคนให้กำลังใจหนู เอ็นดูหนู”คิดว่าอะไรในตัวเราทำให้คนเอ็นดูเรา? “หนูก็ไม่แน่ใจแต่หนูพยายามเป็นตัวเองให้มากที่สุด มีช่วงหนึ่งที่หนูไม่ได้เป็นตัวเอง ใครมาพูดว่าแอลลี่เป็นเด็กนิสัยแบบนี้ๆ หนูก็พยายามตัดออกไปหมดให้ตัวเองสมองว่างเลยไม่มีความรู้สึกอะไร ตอนนั้นก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เหมือนถูกกดไว้ จนมาถึงตอนนี้หนูเลยพยายามโชว์ความเป็นตัวเองออกมาให้มากที่สุด เวลาหนูอยู่กับเพื่อน กับครอบครัวหนู เป็นตัวเองมากที่สุด หนูก็เลยพยายามคิดว่าทุกคนคือเพื่อนเรา คือครอบครัวเรา” เพลง How To Love เราก็มีส่วนร่วม? “ตอนนั้นประชุมกัน ทีมที่เกาหลีมาเสนอให้ฟังเดโม่ เพลงนี้เป็นเพลงเดียวที่หนูจำได้ว่าร้องว่าอะไร (หัวเราะ) มันติดหูมาก หนูก็โทร.ไปบอกแม่ว่าหนูจะไปขอเค้าว่าเพลงนี้ต้องเป็นเพลงหนูให้ได้ และหนูก็ไปอ้อนวอนขอว่าอยากให้เป็นเพลงหนู หนูรู้สึกว่าเพลงนี้เป็นตัวหนู มันใสๆแต่มีความคูล”ถึงตอนนี้ก้าวมาเป็นศิลปินเต็มตัวภูมิใจในตัวเองแค่ไหน? “หนูก็ยังรักการร้องเพลงเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยน แต่แค่มีความกดดันตัวเองมากขึ้น หนูชอบกลับไปดูคลิปตัวเองไปร้องเพลงรายการก่อนหน้า และคิดว่าอยากทำให้ดีขึ้น ตอนนี้ไม่ได้คิดเรื่องอื่นเลยโฟกัสเรื่องนี้กับเรื่องเรียนอย่างเดียว เรื่องการเรียนตอนนี้ก็เรียนออนไลน์ของอเมริกา เกรด 10 เทียบเท่า ม.4 มาเรียนเอง เราอ่านทุกอย่างเอง ทำเอง ได้มีวิชาเลือกเยอะกว่าตอนเรียนที่โรงเรียน ใช้เวลาเที่ยงคืนถึงตีสองทำการบ้าน 9โมงตื่นมาเทรนค่ะ”เป้าหมายข้างหน้า? “เป้าหมายที่อยากไปถึงคือทำเพลงเอง เขียนเพลงเอง แต่ต้องใช้เวลาค่ะ”มารู้ตัวเองตอนไหนว่าชอบเส้นทางนี้? “หนูชอบตั้งแต่เด็กๆแต่เวลามีคนถามว่าอยากเป็นอะไร หนูก็จะไม่เคยบอกใครว่าอยากเป็นนักร้องเพราะกลัวไม่มีใครซัพพอร์ต เลยบอกว่าอยากเป็นแฟชั่นดีไซน์ ทำยูทูบ หนูเริ่มมาชอบมากๆและบอกครอบครัวเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ตอนนั้นหนูอยากไปออดิชันค่ายอื่นๆแต่ไม่ได้ไปเพราะกลัวไม่ติด แต่พอมาเจอ 411 มิวสิก หนูได้เจออากึ้ง-เฉลิมชัย ที่เคป๊อปคอนเสิร์ต ถามว่าแอลลี่ชอบเหรอ อยากออดิชันมั้ย เลยได้คุยกันและมีการส่งไปออดิชันที่เกาหลีและก็ผ่าน ตอนนั้นหนูได้บอกอากึ้งว่าเป้าหมายของหนูคือหนูอยากให้เพลงไทยมีคนต่างชาติร้องได้ด้วยและหนูอยากทำเพลงที่มีความหมายและหนูรู้สึกไปกับเพลง อยากมีความสุขที่ได้ทำและอยากให้คนดูมีความสุข”พอถึงวันไปออดิชันล่ะ? “วันออดิชันหนูไม่ค่อยสบายด้วย เต้นและร้องไม่ออก ตอนนั้นเครียดมาก อยู่ดีๆร้องไปเริ่มเกร็ง อยู่ดีๆ หนูก็หันหลังใส่เค้า (หัวเราะ) เค้าก็งงแต่โชคดีที่มองว่าถึงเราไม่มีเบสิกเท่าไหร่แต่เราพร้อมที่จะฝึกฝนได้”พอมาถึงวันเดบิวต์? “เกือบหันหลังอีกรอบแล้วค่ะ (หัวเราะ) ตื่นเต้นมาก ตอนซ้อมยังไม่มีใครดู แต่พอถึงเวลานั้นจริงๆ หันมาก็ช็อกเพราะคนเยอะมากมองไปไกลๆก็ยังเห็นคน มือสั่นมาก” อยากให้เล่าช่วงที่ต้องไปฝึกฝนอยู่คนเดียวที่เกาหลีเป็นปี? “ก็เหงานะคะ ตอนแรกหนูไปคนเดียว ไม่ได้มีเด็กฝึกหัดคนอื่น มีอะไรเก็บไว้คนเดียวไม่ได้คุยกับใคร พอมีเพื่อนๆคนอื่นเข้ามาก็ดีขึ้น”ก้าวผ่านช่วงเหงาว้าเหว่มายังไง ร้องไห้มั้ย? “ร้องไห้เหรอคะ บ่อยเลยค่ะ (ยิ้ม) เหมือนเป็นหนึ่งรูทีนของวัน ตอนนั้นพยายามมองเป้าหมายใหญ่ว่าเราอยากทำอะไร โฟกัสตรงนั้น ไม่มองว่าระหว่างทางมีอุปสรรคอะไร และผ่านไปให้ได้”คุณแม่ห่วงขนาดไหน? “ห่วงมาก เพราะหนูชอบโทร.ไปเศร้ากับแม่ (ยิ้ม) หนูก็บอกว่าหนูอยู่ได้ แต่ก็โทร.ไปร้องไห้ทุกวัน (หัวเราะ) แม่ก็บอกว่าให้ใจเย็นๆ”เวลาเหนื่อยท้อมีอะไรเยียวยาจิตใจ? “ครอบครัว เพื่อน สตาฟฟ์ เวลารู้สึกแย่จริงๆก็พยายามดูการแสดงของศิลปินคนอื่นเป็นแรงบันดาลใจว่าเค้าเอนเตอร์เทนคนดูยังไง ถ้าเราอยากเป็นอย่างนั้นเราก็ต้องทำต่อ”ถึงแม้แอลลี่เป็นศิลปินใหม่ แต่คนรู้จักตั้งแต่เด็ก ในฐานะลูกพ่ออ่ำ-อัมรินทร์ นิติพน และแม่จอย-อัจฉริยา อังคสุวรรณศิริ ทำให้เรากดดันในการพิสูจน์ตัวเองมั้ย? “หนูก็มีความอยากพิสูจน์ตัวเองเยอะมาก ไม่อยากให้คนติดภาพว่าแอลลี่เป็นยังไงนะ ตอนเด็กๆหนูซ่าไม่ค่อยคิดอะไร เวลาเจอคอมเมนต์อะไรก็เข้าไปอ่านนะและก็เฟลแต่ไม่มีใครรู้ ก็พยายามปรับตัวเองมาเรื่อยๆ มันก็มีความกดดันตั้งแต่เด็ก แต่ก็เอาความกดดันมาเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันให้เราทำการแสดงดีขึ้น สิ่งที่เราต้องพิสูจน์ไม่ใช่แค่พิสูจน์ต่อสาธารณะ แต่เป็นการพิสูจน์กับทีมด้วยเพราะเค้าใช้มาตรฐานเกาหลี ที่หนูต้องสอบผ่านให้ได้ทุกขึ้นตอน ต้องผ่านมาได้ก่อนถึงได้เดบิวต์”.