1 มกราคม เริ่มต้นวันแรกของปฏิทิน ประเดิมศักราชใหม่ ทั่วโลกถือเอาเป็นวันเริ่มต้นการดำเนินชีวิตใหม่และกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวง“ทีมการเมืองไทยรัฐ” จึงขอใช้โอกาสในวันเริ่มต้นปีใหม่ 2563 มองไปข้างหน้า ประเมินสถานการณ์ วิเคราะห์แนวโน้มการเมืองที่จะเป็นไปใน 365 วันจากนี้ปีที่บรรยากาศการเมืองอึมครึม พอๆกับสถานการณ์ม่านหมอกฝุ่นพิษ PM 2.5หมอดู หมอเดา ซินแส นั่งทางนอก ส่องทางใน “เห็นนิมิตตรงหน้า” ฟันธงตรงกัน บ้านเมืองวุ่นวายแน่ ทั้งปมการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ผสมปนเปกันหมดเอาเป็นว่า คนติดตามข่าวสารไม่ต้องพึ่งหมอดูก็พอมองสถานการณ์ออกประเดิมกันตั้งแต่ต้นปี ตามคิวโหมโรงต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมากับยุทธการ “วิ่ง ไล่ ลุง” ที่นัดรวมพลกันวันที่ 12 มกราคมเป็นอีเวนต์ผสมโรงกับยุทธศาสตร์ที่ “ไพร่ห้าพันล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ประกาศตีธงลากการเมืองลงถนนอ้างโดน “คนคนนั้นสกัด” อับจนหนทางสู้เกมในสภาและตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่เดาทางได้ เกมมวลชนสีส้มจะยกระดับขึ้นตามเงื่อนไขสถานการณ์คดียุบพรรคอนาคตใหม่ ล้อไปกับปมคดีความส่วนตัวของนายธนาธร รวมไปถึงครอบครัวทั้งมารดาและภรรยาที่ยังติดเงี่ยงคดีอาญาปมหุ้นวี-ลัคฯเมื่อตัดสินใจลุยสู้แบบพร้อม “หักดิบ” ล้มเดิมพัน “ธนาธร” เหลือทางแพร่งเดียวต้องไปให้สุด ตามเส้นทางย่ำรอยเดียวกับ “นายใหญ่” อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ตัดสินใจใช้เกมมวลชนสู้กระบวนการยุติธรรมคำตอบสุดท้าย ไม่มีแผ่นดินอยู่ กลับเมืองไทยไม่ได้แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ณ วันนี้ต้องยอมรับในพลังกองหนุนที่หนาแน่นพอตัวชื่อ “ธนาธร” ย่อมทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนไม่ธรรมดาสถานการณ์ของรัฐบาลภายใต้การนำของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่ถูกเปรียบเป็นรัฐบาลผสม “เรือเหล็ก”แฝง “สนิมเนื้อใน” แทรกอยู่หลายจุดโดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจที่ต้องแบ่งกระทรวงเกรดเอสำคัญให้กับพรรคประชาธิปัตย์ดูแลกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พรรคภูมิไทยคุมกระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ขณะที่พรรคแกนนำอย่างทีมพลังประชารัฐได้คุมแค่กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงานนั่นทำให้ “บิ๊กตู่” ต้องรับบทกัปตันทีมเศรษฐกิจด้วยตัวเองตามสภาพการณ์เชิงบริหารที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ มือเศรษฐกิจสำคัญของ “บิ๊กตู่” ไม่สามารถสั่งการข้ามพรรค ข้ามกระทรวงได้เหมือนรัฐบาล “ประยุทธ์ภาคแรก”นั่นทำให้ตกอยู่สภาพอาณาจักรใครอาณาจักรมันต่างพรรคต่างมุ่งเป้าการเมือง สะสมเสบียง ตุนเสียงเลือกตั้งในจังหวะสถานการณ์เศรษฐกิจที่เจอแรงกระแทกหนักจากภาวะสงครามการค้าสหรัฐอเมริกากับจีน การส่งออกของไทยที่เป็นเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจสะดุดอย่างแรง ขณะที่การขับเคลื่อนเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานของกระทรวงคมนาคมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในก็หยุดชะงักจากการดึงเกมตีเมืองขึ้นเหลือแค่ “เศรษฐกิจขาเดียว” ผ่านกระทรวงการคลัง อัดมาตรการชิมช้อปใช้ เฟส 1 เฟส 2 เฟส 3ตามอาการทีมเศรษฐกิจไปคนละทาง เข้าทางเกมแห่อุปาทานหมู่ของฝ่ายค้าน รุมโห่ฮา เขย่าฝีมือการบริหารของรัฐบาลผสม “ประยุทธ์ภาคสอง”กระแสไหลเข้าปม “ปากท้อง” อันตรายกับสุขภาพรัฐบาลสถานการณ์โยงต่อเนื่องกับเกมในสภา ตามสภาพรัฐบาลผสม 18 พรรค “เสียงปริ่มน้ำ” ที่เต็มไปด้วยลิงหิวกล้วยตลอดเวลา งูเห่าเลื้อยกันเพ่นพ่านต้องเฝ้าหน้างาน ล็อกเสียงกันเป็นจ๊อบๆเลยแถมต้องระแวงเกมเขี้ยวของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองอย่างทีมประชาธิปัตย์ที่แฝงอารมณ์แค้นทีมพลังประชารัฐที่เจาะฐานเสียงปักษ์ใต้ ทำกรุงเทพฯสูญพันธุ์ แฝงอาการชิงชัง “บิ๊กตู่” สืบทอดอำนาจแต่เกาะขารัฐบาล อาศัยตุนแต้มเลือกตั้ง แอบเจาะยางไปพลาง ตามสภาพรัฐบาลเรือเหล็กแฝงสนิมเนื้อใน กัปตันอย่าง “บิ๊กตู่” มีลุ้นเสียวชนหินโสโครกได้ทุกจังหวะประชุมสภาทุกช็อตต้องล็อกเสียง ส.ส.จนแทบเข้าห้องน้ำไม่ได้และตามคิวสำคัญที่รัฐบาลต้องเผชิญเกมร้อนในสภา ไล่ตั้งแต่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วาระสองและสามเดิมพันกฎหมายการเงิน ถ้าไม่ผ่านโหวต นายกฯต้องลาออกรัฐบาลต้องล่มโดยอัตโนมัติแต่โดยธรรมชาติของนักเลือกตั้งอาชีพทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างก็มีสัญชาตญาณหิวงบประมาณ ต้องการใช้เงินในการบริหารฐานเสียงในพื้นที่มันจึงไม่น่าห่วง งบประมาณน่าจะผ่านสภาต้นเดือนกุมภาพันธ์ขณะที่คิวสำคัญที่จะเดินหน้าต่อเนื่องคู่ขนานในสภานั่นคือการทำงานของคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องมีการขยายกระแสออกไปสู่สังคมแถมยังติดลูกกั๊ก โดยเฉพาะในพรรคร่วมรัฐบาลที่ทีมพลังประชารัฐไม่ยอมให้ประชาธิปัตย์ขี่คอตีกินเกมรื้อรัฐธรรมนูญจะมัน ตอนโหวตที่รัฐบาลเสียงแตกแน่และที่จะแทรกคิวมาคั่นรายการก็คือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่พรรคเพื่อไทย โดย “เซอร์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตดาวสภาจอมเก๋า รับสมอ้างคำสั่งนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษประกาศฤกษ์มรณะวันที่ 6 มกราคม ยื่นญัตติล็อกเป้าเชือด 4 ราย ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศตามรายชื่อนอกจาก “บิ๊กตู่” ที่โดนถล่มตามสถานะแม่ทัพใหญ่“สมคิด” กับ “วิษณุ” น่าจะเป็นอาการแฝงแค้น “นายใหญ่” เช็กบิลพวกแปรพักตร์หลอกด่าให้ช้ำ ดิสเครดิตขาค้ำยัน พล.อ.ประยุทธ์ “เขี่ยลูก” เข้าเหลี่ยมเกมหักหลังในพรรคร่วมรัฐบาลลุ้น “แต้มหาย” เพราะลูกหมั่นไส้ส่วนตัวและตามจังหวะสถานการณ์ต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ หลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจและ พ.ร.บ.งบประมาณฯ ตามสัญญาณที่ พล.อ.ประยุทธ์แบไต๋ตรงกับฤกษ์ “โหรท็อปบูต” นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศการปรับ ครม.จะเกิดขึ้นประมาณเดือนมีนาคม-เมษายนพรรคร่วมรัฐบาลที่ทำตัวเป็นปัญหาจะถูกเขี่ยออก พรรคที่ประกาศหัวเด็ดตีนขาดจะไม่มีทางร่วมงานกันได้ อาจจะหันมาจับมือกันเพื่อทำให้ประเทศเดินหน้าประกอบกับคิวลุ้นยุบพรรคอนาคตใหม่ เสียงในสภากระเพื่อมใหญ่ลุ้นเซอร์ไพรส์ “สลับขั้ว” ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ในทางการเมืองไทยไฟต์บังคับ พล.อ.ประยุทธ์ต้องยกระดับการบริหารเนื้องานด้านเศรษฐกิจ อย่างน้อยก็ต่อยอดจากที่รัฐบาล “ประยุทธ์ภาคแรก” ได้วางมาตรฐาน ปักหมุดการพัฒนาทางเศรษฐกิจตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตรงนี้ถ้าไม่เดินหน้าต่อเท่ากับที่ผ่านมา “ล้มเหลว” โดยสิ้นเชิงการเมืองระดับชาติรัฐบาลกับฝ่ายค้านปั่นเดิมพันเกมยึดเมือง มีโอกาสสูงที่จะเกิดม็อบผสมโรง ขณะที่การเมืองท้องถิ่นก็ถึงจังหวะกลับเข้าโหมดเลือกตั้ง โดยโฟกัสไปที่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่เริ่มออกตัวกันไปก่อนแล้วก็คือ “รัฐมนตรีแกร่งสุดในปฐพี” นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตแคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย ที่ประกาศลงในนามอิสระแต่ยังไม่พ้นถูกดักเหลี่ยมเป็นแค่เกมสับขาหลอก เรียกแต้มจากพวกชอบ “ชัชชาติ” แต่ไม่เอา “ทักษิณ”ส่วนพรรคอื่นยังคุมเชิง แชมป์เก่าอย่างประชาธิปัตย์อยู่ในห้วงกระแสตก ส.ส.กทม.สูญพันธุ์ งานนี้วางตัวมวยสู้ลำบาก ตัวเต็งที่พอฟัดพอเหวี่ยงกับ “ชัชชาติ” ได้ก็คือค่าย “พลังประชารัฐ”อยู่ที่ว่าจะหาคนที่ใช่ในจังหวะตรงล็อกได้หรือไม่ไม่ใช่แค่ในสนามผู้ว่าฯเมืองกรุงเท่านั้น ศึกชิงฐานการเมืองท้องถิ่นยังหมายรวมไปถึงการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายก อบจ. นายกเทศบาล นายก อบต. ทั่วประเทศยุทธการยึดฐานเสียงที่โยงถึงการเมืองระดับชาติงานนี้คงได้ซัดกันฝุ่นตลบไม่มีใครยอมใคร แม้แต่ในพรรคเดียวกันแต่คนละพวกตามสภาพพรรคเพื่อไทยก็แตกกันเละไร้หัวตัวจริงในพลังประชารัฐก็แทงหลังชิงกันเป็นใหญ่กระตุ้นอุณหภูมิการเมืองให้ร้อนฉ่าตั้งแต่ระดับชาติไปยันระดับท้องถิ่นและโดยเงื่อนไขสถานการณ์บังคับ ถึงจังหวะเปลี่ยนผ่านอำนาจกองทัพ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.ถึงคิวเกษียณเดือนตุลาคม 2563 นี้ ต้องเปลี่ยน “จ่าฝูง” กองทัพบกคนใหม่ตามบทบาทการคุมเชิงให้รัฐบาลก็ต้องเปลี่ยนไปเมื่อ “น้องรัก” อย่าง “บิ๊กแดง” ที่คุมหลังให้ “พี่ตู่” ต้องพ้นอำนาจไปมันก็เป็นอะไรที่การันตีไม่ได้ ถ้าม็อบการเมืองป่วนวุ่นวายจนเอาไม่อยู่ รัฐบาลไม่มีตัวช่วยคุมหลังคงต้องลุ้นเสียวเซอร์ไพรส์ “แอ่นแอ๊น”.“ทีมการเมือง”