วันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญ นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 เราใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ ร่างเสร็จฉีกทิ้งร่างใหม่ รัฐประหารสลับกับเลือกตั้ง วนเวียนอยู่อย่างนี้ 87 ปี ประเทศไทยไม่ได้พัฒนาไปไหน แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับปัจจุบัน ซึ่งผ่านการทำประชามติ (แบบมัดมือชก) ตอนนี้ฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลก็ตั้งแท่นจะขอแก้ไข ตามที่ประกาศเป็นนโยบายหาเสียงไว้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทีมยกร่างยกยอกันเองว่าเป็น ฉบับปราบโกง บังคับใช้มาแล้ว 2 ปีไม่มีรายการจับโกงที่เข้าตาสักที ทั้งๆที่มีข่าวแฉทุจริตไม่เว้นแต่ละวัน ฉ้อราษฎร์ ฮุบที่หลวง เอื้อบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ เห็นมีแต่คนของฝ่ายค้านที่โดนเชือด หรือไม่ก็เป็นคดีค้างเก่า ส่วนคนในเครือข่ายรัฐบาลอยู่รอดปลอดภัยมียันต์คุ้มกายการจัดการเลือกตั้งเป็นด่านแรกในการคัดกรองตัวแทนประชาชนไปบริหารประเทศ แต่การเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 กลายเป็นการเลือกตั้งที่เละเทะที่สุด ใช้อำนาจรัฐโกงแบบไม่อายใคร มีบัตรเขย่งบัตรงอก 4.5 ล้านใบ มีเรื่องร้องเรียนทุจริตเลือกตั้งเกือบ 600 คดี แต่ กกต.วินิจฉัยเลือกตั้งใหม่แค่ 2 เขตระบบการคิดคะแนนเลือกตั้งและคำนวณสัดส่วน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่อ้างว่าทุกคะแนนต้องไม่ตกน้ำ กลายเป็นระบบที่พิลึกพิลั่นที่สุดในโลก อย่าว่าแต่ชาวบ้านไม่เข้าใจเลย แม้แต่ผู้เล่นกับผู้คุมกฎก็ยังงงงวย แต่ละพรรคอ่านกฎกติกาแล้วตีความไปคนละทาง ต้องลุ้นว่าจะได้ปาร์ตี้ลิสต์กี่ที่นั่ง เลือกตั้งซ่อมแล้วจำนวน ส.ส.พึงลดลง ขณะที่ กกต.ไม่สามารถชี้แจงหลักเกณฑ์ให้สังคมเกิดความกระจ่างได้ หลักการคิดคะแนนเป็นตรรกะวิบัตินี่เป็นข้อเสียส่วนหนึ่งในบริบทของการเมือง ทำให้แม้มีการเลือกตั้งแล้ว แต่ก็ไม่อาจพูดได้ว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มใบที่สำคัญรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใส่กุญแจล็อกแน่นหนา มาตรา 265 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเอาไว้ ความยากลำบากอยู่ตรงที่ต่อให้ ส.ส.ทั้งสภาฯเห็นด้วยกันหมด แต่ก็ยังต้องใช้เสียง ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ว.ทั้งหมด (เท่ากับ 84 เสียง) ออกเสียงให้ความเห็นชอบด้วย ทั้งในวาระ 1 และวาระ 3 ซึ่งความเป็นไปได้ ณ เวลานี้แทบเป็นศูนย์ เพราะ ส.ว.ลากตั้งอยู่เสวยสุขได้ 5 ปี และต้องเป็นฐานอำนาจค้ำเก้าอี้นายกฯ ก็คงไม่ยอมเฉือนเนื้อตัวเองง่ายๆบรรดานักการเมืองจึงต้องสร้างบรรยากาศกดดันให้บิ๊กตู่และ ส.ว.ไม่อาจขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยทำให้สังคมเกิดความรู้สึกร่วม เริ่มก้าวแรกด้วยการเสนอ ญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจ่อคิวพิจารณาในสภาฯวันพรุ่งนี้สมมติว่าญัตติผ่านฉลุย การทำงานของคณะกรรมาธิการฯก็ยังต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯคงออกมาตามธงที่วางไว้คือ เสนอให้แก้ไขมาตรา 265 สะเดาะล็อกกุญแจเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ง่ายขึ้น โดยอาจจะผลักดันให้มี ส.ส.ร. มาทำหน้าที่ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดการยอมรับจากทุกภาคส่วนลองคำนวณคร่าวๆกว่าจะได้แก้ไขเนื้อหาที่เป็นจุดบอดของรัฐธรรมนูญ 2560 เราต้อง เสียเวลา 6 เดือน ในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการฯ จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการแก้ไขมาตรา 265 ซึ่งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจะพยายามเตะถ่วง คงใช้เวลาอีก ไม่ต่ำกว่าครึ่งปี แล้วค่อยไปสรรหา ส.ส.ร. และให้ ส.ส.ร.ยกร่างแก้ไข กินเวลาอีกเป็นปี นี่ถือเป็นการมองในแง่ดีที่สุดแล้ว ก็ยังต้องรออีก 2 ปีในช่วงเวลา 2 ปีนี้ทำใจไว้เลยครับ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาวิกฤติแค่ไหน เศรษฐกิจดิ่งเหว ชาวบ้านอดอยาก นักการเมืองคอร์รัปชัน แต่สถานภาพการเมืองจะยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะฝ่ายค้านไม่อยากลงสนามเลือกตั้ง ถ้ายังไม่ได้แก้ไขกติกา ส่วนรัฐบาลก็มีข้ออ้างลากเกมให้รอแก้รัฐธรรมนูญเสร็จก่อนไม่ว่าใครจะชอบ หรือไม่ชอบ ก็ต้องทนรับสภาพนี้ไปก่อน.ลมกรด