เห็นได้ชัดว่า สามสารเคมีที่เรียกกันว่าสารพิษ มีอิทธิฤทธิ์แรงกล้า นอกจากอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชนแล้ว ยังอาจแผลงฤทธิ์ก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่นักการเมืองและเกษตรกร แม้คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติเด็ดขาด ห้ามนำเข้า ห้ามส่งออก ห้ามใช้ ห้ามมีไว้ในครอบครอง แต่ยังเอาไม่อยู่สามสารอันตรายอันได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ที่เกษตรกรเรียกกันง่ายๆว่ายาฆ่าหญ้า และยากำจัดศัตรูพืช มีใช้กันอย่างแพร่หลาย ในประเทศไทย กลายเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในด้านการเกษตร แต่ผลการศึกษาวิจัยพบว่า เป็นสารอันตราย หลายฝ่ายจึงพยายามสั่งยกเลิก ห้ามนำเข้าและห้ามใช้แต่ความพยายามที่จะแบน หรือยกเลิกสามสารอันตรายถูกคัดค้านและต่อต้านมาโดยตลอด เนื่องจากเป็นธุรกิจมูลค่ามหาศาล ปีละหลายหมื่นล้านบาท แม้แต่เกษตรกรบางส่วนก็ต่อต้านการแบน เพิ่งจะสำเร็จในรัฐบาลนี้ เมื่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติห้ามนำเข้า ห้ามส่งออก และห้ามใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมเป็นต้นไปแต่อิทธิฤทธิ์ของสารพิษ ได้สร้างความปั่นป่วนรวนเร ทั้งในวงการเมือง ข้าราชการ เกษตรกร และประชาชนทั่วไป มีการรวมตัวคัดค้านการแบนจากเกษตรกรบางส่วน อ้างว่าสามสารเคมีไม่มีพิษมีภัย แต่มีคุณูปการต่อเกษตรกรล้นพ้น และขู่จะชุมนุมต่อต้าน ทำให้หลายฝ่ายมีอาการปั่นป่วนรวนเรสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้รวนเร เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้เตรียมการอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะประกาศห้ามใช้สารอันตราย ไม่เตรียมแผนจะให้เกษตรกรใช้อะไรทดแทนที่ราคาไม่แพงเกินไปและมีคุณภาพ อีกทั้งยังมีสารเคมีเหลืออยู่อีกกว่า 2 หมื่นตันในมือของพ่อค้าและเกษตรกร ต้องมีค่าใช้จ่ายใครจะรับผิดชอบมีเสียงเรียกร้องให้เลื่อนเวลาแบนสารเคมี จากวันที่ 1 ธันวาคมเลื่อนไปอีก 6 เดือน ให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานตัดสินอีกครั้ง ขณะเดียวกัน มีเกษตรกรบางกลุ่มขู่ว่าจะชุมนุมต่อต้านการแบนสารเคมีที่ทำเนียบรัฐบาล และกระทรวงที่เกี่ยวข้องประธานคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีร้ายแรงเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎรที่เคยมีมติแบนสารเคมีถึง 2 ครั้ง ฝากข้อคิดสำหรับกลุ่มนายทุนที่จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ที่ผลิตภัณฑ์ของท่านทำให้คนไทยตายผ่อนส่ง ขอให้ไถ่บาปและร่วมมือกับทางราชการจะดีกว่า.