ยังมีอีกหลายประเทศไม่อนุญาตให้ปลูกพืชจีเอ็มโอเชิงพาณิชย์ แต่ด้วยสภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ อนาคตสุ่มเสี่ยงต่อการขาดแคลนอาหารโลก จึงใกล้มาเยือนทุกขณะและถ้ามองข้ามช็อต ไม่เพียงแต่อาหารเท่านั้นที่เสี่ยงขาดแคลน แต่ยังกระทบถึงวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูง รวมถึงปัจจัยที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ยาและเวชสำอางหลายประเทศเริ่มเปลี่ยนท่าที เตรียมร่างกฎหมายให้ปลูกพืชจีเอ็มโอได้ในบางพื้นที่ บางประเทศแม้ยังไม่ให้ปลูกเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับไทย แต่เปิดช่องสนับสนุนให้มีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อย่างเต็มที่ล่าสุด เกาหลีใต้ได้เปิดใจเรื่องนี้ จัดตั้ง ศูนย์แห่งชาติสำหรับพืชดัดแปลงพันธุกรรม (National Center for GM Crops : NCGC) เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ ตั้งเป้าเปลี่ยนการเกษตรให้เป็นประเทศผู้นำระดับชาติด้วยการใช้เทคโนโลยี NCGCพัฒนาพืชจีเอ็มโอ ปรับปรุงให้เป็นประโยชน์ทางการเกษตร พร้อมไปกับสามารถใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและผลกระทบในทางปฏิบัติ ปัจจุบันศูนย์แห่งนี้ได้พัฒนาพืชดัดแปลงพันธุกรรม 81 ลักษณะ (events) จากพืช 13 ชนิด เป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่ทนต่อความเครียด อาทิ กะหล่ำปลีทนต่อแมลงศัตรู ข้าวทนต่อศัตรูพืช พริกไทยต้านทานต่อไวรัสโมเสคแตงกวา (CMV) และอื่นๆ ส่งผลให้การใช้สารกำจัดศัตรูพืชมีน้อยลง ป้องกันการสูญเสียของผลผลิตนอกจากนั้นยังมีพืชจีเอ็มโอที่เพิ่มมูลค่าด้วยการปรับปรุงคุณภาพ หรือเพิ่มลักษณะใหม่ๆ เช่นข้าวคุณค่าทางอาหารสูง เช่น ข้าวสีทองสร้างเบตาแคโรทีน ข้าวป้องกันโรคเบาหวาน และอื่นๆ รวมถึงพืชจีเอ็มโอทนแล้ง เช่น ถั่วเหลือง กะหล่ำปลี ข้าว ที่สามารถให้ผลผลิตมากขึ้น 15–20% ภายใต้สภาพแล้ง.