ได้ข้อยุติต้องแบนสารพิษ...!!!นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ย้ำอีกครั้งระหว่างให้สัมภาษณ์ “ทีมข่าวการเมือง” ถึงการแบน 3 สารเคมี ประกอบด้วย พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ซึ่งขณะนี้มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้าน ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลสนับสนุนโดยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทั้ง 3 กระทรวง ประกอบด้วย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม และ รมว.สาธารณสุขเห็นพ้องต้องกัน ไม่มีอะไรขัดแย้งระดับ รมว.สาธารณสุข ถึงขั้นประกาศว่า 7 รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนไม่เอาสารพิษ พร้อมถอนตัวออกจาก ครม. แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายนัดชี้ขาดในวันที่ 22 ต.ค.นี้ จะมีมติแบนสารพิษ เพราะ นายอนุทิน บอกว่า คำว่าถอนตัวหมายถึงในกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีปลัดกระทรวงสาธารณสุขและเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เป็นกรรมการฯ เคยระบุว่าจะแบน พอถึงเวลาไม่โหวตตามนโยบายของกระทรวง ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชา เมื่อบังคับบัญชาไม่ได้ ก็ต้องแสดงสปิริตโดยการลาออกแต่ไม่มีเหตุผลต้องไปรับผิดชอบหน่วยงานที่เราไม่ได้กำกับดูแลส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เราควบคุมไม่ได้ นางมนัญญา ไทยเศรษฐ์ จากพรรคภูมิใจไทยเป็นแค่ รมช.เกษตรฯ ข้าราชการในกระทรวงเกษตรฯก็ต้องฟัง รมว.เกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ก็มี รมว.อุตสาหกรรม เป็นผู้กำหนดทิศทาง ไปตอบแทนหน่วยงานอื่นไม่ได้ฉะนั้น ถ้ากรรมการฯในโควตาของกระทรวงเกษตรฯตัดสินใจตรงข้ามกับนโยบายของพรรคภูมิใจไทย เป็นเรื่องของกระทรวงเกษตรฯ และ รมว.เกษตรฯก็ระบุชัดเจนว่าแบนสารพิษ แสดงให้เห็นไปในทิศทางเดียวกันแต่ทำไมมีความพยายามบิดเบือนข่าว ในเมื่อรัฐมนตรีทุกคนไม่สนับสนุน ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องสงสัยอีกทำไมถึงขั้นนี้แล้วฝ่ายที่สนับสนุนให้แบนสารพิษยังไม่วางใจว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่าจะมีมติแบนสารพิษ นายอนุทิน บอกว่า เป็นเรื่องของเขา เหรียญย่อมมีสองด้าน เมื่อเราตัดสินใจเช่นนี้ก็ต้องเป็นแบบนี้ กระทรวงสาธารณสุขมีภารกิจดูแลสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศ อะไรที่เป็นอันตรายและไม่เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ ต่อให้มีประโยชน์ด้านอื่น กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่สนับสนุนฉะนั้นขอย้ำอีกครั้งว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายต้องลงมติเปิดเผย เพื่อความโปร่งใสหากลงมติลับจะถูกทึกทักว่ามีการวิ่งเต้น มีพ่อค้าเอาอะไรมายัดปากหรือไม่หน้าที่ของ รมว.สาธารณสุขหลังลงมติ ถ้ายังให้ใช้สารพิษต่อ ก็ต้องเตรียมงบประมาณจัดซื้อยารักษาโรคอันเนื่องจากการใช้สารพิษ ถ้าแบนสารพิษ ก็ประหยัดงบประมาณจัดซื้อยา และเราประสบผลสำเร็จในการดูแลสุขภาพของประชาชนส่วนสารอื่นทดแทนสารพิษที่ยกเลิก เป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ หากเสนอสารทดแทนแล้วกระทรวงสาธารณสุขพิสูจน์ผ่านห้องแลบ ปรากฏว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนก็จำเป็นต้องแบนสารนั้นต่อไปปัญหานี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาลอย่างไร นายอนุทิน บอกว่า ไม่มีความขัดแย้งใดๆในพรรคร่วม รัฐมนตรีทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องเห็นตรงกันหมดให้แบนสารพิษ“วันนี้ไม่มีใครมาล็อบบี้ผม และก็ไม่จำเป็น เพราะกินนิดเดียวก็อิ่ม ใช้เงินไม่เยอะวันนี้เป็นยุคที่นายทุนเหนื่อย หากคิดว่าล็อบบี้นักการเมืองได้ มันไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อนกว่าจะเป็นรัฐมนตรีไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกคนมีวุฒิภาวะ สั่งสมประสบการณ์และบารมีเมื่อมาถึงจุดนี้แล้วยังคิดทำสิ่งที่ไม่ดี เท่ากับเรากัดกินตัวเองทุกวันมีโอกาสก็ต้องทำสิ่งที่ดีให้ประชาชนและบ้านเมืองหากกลุ่มทุนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการกระทำของภาครัฐแบบนี้มาล็อบบี้ได้ ก็จะสามารถแก้ไขให้ ถ้าบอกว่าสารพิษยังเหลือสต๊อก 6 เดือนถึง 1 ปีขอให้ขายให้หมดก่อน อย่างนี้ล็อบบี้ไม่ได้ ต้องหยุด และเราก็จะไม่ให้กลุ่มนี้เข้าพบ”พรรคภูมิใจไทยมุ่งมั่นทำตามนโยบาย โดยเฉพาะในภาวะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ เหมือนเตรียมพร้อมลงสนามเลือกตั้งได้ทุกเมื่อ นายอนุทิน บอกว่า เราไม่ได้มองเรื่องเสียงปริ่มน้ำแต่มุ่งหน้าทำงานเป็นหลัก เราโชคดีกำกับดูแลกระทรวงที่ใหญ่ ก็ต้องดำเนินตามนโยบายอย่างสุดกำลังทุกอย่างที่ลงไปเกิดเห็นผลที่เป็นประโยชน์กับประชาชนทันที เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ารักษาทุกโรค แต่ก่อนรักษาเกือบทุกโรค ตอนนี้รักษาทุกโรคจริง โดยครอบคลุมโรคที่ไม่อยู่ในสารบบด้วยวันนี้ระบบสาธารณสุขได้ปรับปรุงแก้ไขครอบคลุมหมด ทั้งแก้ปัญหาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลแต่ละครั้งใช้ระยะเวลานาน โรงพยาบาลใหญ่ที่คนป่วยแออัดตั้งแต่รัฐบาลบริหารประเทศในนามพรรคร่วม ได้สำรวจกระแสนิยมของพรรคภูมิใจไทยอย่างไรบ้าง หลังจากออกตัวแรงมากขับเคลื่อนทำตามนโยบายในกระทรวงที่รับผิดชอบ นายอนุทิน บอกว่า ขอให้สังเกต ครม.ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ทำงานหนักทุกคน วันหยุดเสาร์อาทิตย์ลงพื้นที่หมดแต่เราโชคดีได้บริหารกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นกระทรวงที่สามารถมีข่าวได้ทุกวันแถมเป็นมิติใหม่ได้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง จิตสำนึกรับใช้ประชาชนย่อมมีมาก โดยมีเป้าหมายยึดเอาประชาชนเป็นหลัก ถือเป็นความสวยงามของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแต่บทบาทการบริหารของรัฐมนตรีในส่วนของพรรคภูมิใจไทยดูโดดเด่น ล่าสุดยกพลไปภาคใต้ที่ จ.พัทลุง แสดงให้เห็นถึงความพร้อมการเคลื่อนไหวทางการเมืองในอนาคต นายอนุทิน บอกว่า เราประกาศขอทำงานเพื่อปากท้องของประชาชนและความผาสุกของประชาชน ไม่มีปัญญาเพียงพอไปเล่นการเมือง เล่นไปก็แพ้ สมองพลิกแพลงชิงไหวชิงพริบสู้ไม่ได้ ไม่สนใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มอำนาจทางการเมือง หรือเพิ่มอำนาจทางการบริหาร เป็นประโยชน์เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วประชาชนและประเทศได้ประโยชน์ ยินดีสนับสนุนเต็มที่ปัจจุบันก็พึงพอใจกับสภาพของบ้านเมือง รัฐธรรมนูญไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน เรามีเจตนาที่สุจริตกล้าพูดว่าขอเป็นพรรคที่ทำงาน พูดตรงไปตรงมา ไม่มีการเมืองที่ต้องระมัดหรือระแวงรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยถ้าไม่มีผลงาน พอถึงช่วงปรับ ครม.ก็ต้องโดนปรับเพราะเอาผลงานเป็นดัชนีชี้วัด กดดันการทำงานนิดหน่อย รัฐมนตรีทุกคนต้องส่งการบ้านก่อนประชุม ครม.ช่วงเช้าวันอังคาร ในวันจันทร์เวลา 13.00 น. ก็นัดประชุม ครม.พรรคก่อน เพื่อรับทราบว่าใครทำอะไรมาบ้างในรอบสัปดาห์ใครกำลังเสนอหรืออธิบายอะไรในที่ประชุม ครม. จะต้องมีการสนับสนุนอย่างไร หากเห็นแย้งเห็นต่างขอให้พูดคุยภายในพรรค เพื่อหาข้อสรุปและต้องเป็นข้อสรุปเดียว ทุกเรื่องจึงมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันหมดสิ่งที่เราทำมั่นใจว่าโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมเช่นเดียวกันการลงพื้นที่ จ.พัทลุง เดิมเราเป็นพรรคเล็กมี ส.ส.กว่า 10 คน ตอนหาเสียงจังหวัดที่เราได้ ส.ส.เป็นกอบเป็นกำ หัวหน้าพรรคย้ำตลอดว่าถ้าประชาชนให้ความไว้วางใจ จะเดินลงไปขอบคุณประชาชนเมื่อปักธง จ.พัทลุง ได้ก็ลงพื้นที่ ไม่ได้มองว่าไปแข่งขันอะไรกับใคร แต่ทำตามที่บอกไว้กับประชาชน ก็เดินสายไปกราบตักประชาชน ตอนนี้ทุกคนพร้อมเปิดตักให้หัวหน้าพรรคไปกราบผมก็ต้องไป เพราะประชาชนให้ความไว้วางใจนโยบายพรรคพรรคต้องการยกพลไปทุกพื้นที่ จังหวัดไหนพร้อมเราก็ไปก่อน ไม่เลือกจังหวัดถ้าทำแล้วประชาชนเห็นและให้ความไว้วางใจในภายภาคหน้า ถือว่าโชคดีเราทำงานตามหน้าที่ เพื่อให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองทุกจังหวัดยืนยันไม่ใช่เป็นการเตรียมพร้อมเลือกตั้งล่วงหน้า.ทีมการเมือง