เรื่องที่ 11 จากหนังสือ “นิทานโบราณคดี” พระนิพนธ์สมเด็จฯกรมดำรงราชานุภาพ เอนก นาวิกมูล เขียนใหม่ ใน “เก็บตกกรุงสยาม” (สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช พ.ศ.2545) เอามาเล่าอีกกี่ครั้งก็ยังไม่น่าเบื่อค่ำวันหนึ่ง ในที่ประชุมเสนาบดี หมดเรื่องที่ประชุมแล้ว สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงปรารภว่า ขอให้ช่วยกันพิจารณาหนังสือฎีกาส่งมาทางไปรษณีย์ จาก “อ้ายทิม”นักโทษชาวเมืองอินทร์บุรีที่ต้องจำคุกเพราะเป็นโจรปล้นทรัพย์ความที่กราบบังคมทูล...ตั้งแต่ติดคุก อ้ายทิมถูกจ่ายให้ไปอยู่ในกองจักสาน ฝึกจักสานจนชำนาญ จึงได้ความคิดว่า จะจักสานสิ่งหนึ่งที่ดีที่สุด ทูลเกล้าฯถวาย หากทรงโปรดก็จะขอพระราชทานให้พ้นโทษ ออกมาบวชจำศีลภาวนาไม่ประพฤติชั่วเหมือนหนหลังตลอดชีวิต“บัดนี้อ้ายทิมจำคุกมา 10 ปีแล้ว ได้ทำของจนสำเร็จแล้ว จึงทูลเกล้าถวาย”สมัยนั้นโจรผู้ร้ายที่จำคุกจะพ้นโทษได้ต้องแล้วแต่พระเจ้าแผ่นดินจะทรงพระกรุณาสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโปรดให้สอบสวนเรื่องอ้ายทิม มีความจริงแท้ตามที่กราบทูลแค่ไหน การประชุมครั้งถัดไปเสนาบดีนำกาถังน้ำร้อนจักสานฝีมืออ้ายทิมมาถวายทอดพระเนตรแล้วทรงเห็นว่าทำฝีมือดีจริง มีพระราชดำรัส “มันพูดจริง เราก็จะให้มันเห็นผลของความจริง” ทรงพระกรุณาพระราชทานอภัยโทษแล้วโปรดให้เสนาบดีกระทรวงธรรมการ จัดการบวชอ้ายทิม เป็นนาคหลวงเสียเลยอธิบดีกระทรวงธรรมการตอนนั้น คือสมเด็จฯกรมดำรงราชานุภาพ เมื่อรับโจรทิมมาทรงเห็นว่าอายุราว 40 ปี เนื้อตัวหน้าตาสกปรก เสื้อผ้าขาดวิ่น ผมยาวรุงรังไปทั้งตัวผิดมนุษย์ น่าสมเพชแต่สังเกตกิริยาอัชฌาสัย เป็นคนเรียบร้อย ก็ทรงมีจิตเมตตาให้อาบน้ำแต่งตัวใหม่ จัดให้อยู่ในวัง คนในวังเมื่อได้ยินว่าเป็นโจรก็กลัว แต่เมื่อรู้เรื่องฎีกาก็หายกลัว สงสารสิ้นรังเกียจ ช่วยกันอุปการะเลี้ยงดูถึงกำหนดบวชที่วัดพระเชตุพนฯ ข้าราชการพระสงฆ์มาร่วมบวชกันครึกครื้นพระทิมอยู่วัดพระเชตุพนฯสองพรรษา จึงขอลาไปรักษาตัวที่เมืองอินทร์ ด้วยเป็นโรคเหน็บชา แล้วข่าวพระทิมก็เงียบหาย ถึงพ.ศ.2436 เกิดเหตุ ร.ศ.112 ฝรั่งเศสส่งเรือรบมาปิดปากอ่าวสยามทั้งบ้านเมืองตึงเครียดกันมาก หากเพลี่ยงพล้ำก็อาจเสียเอกราช พระทิมก็มาหาถวายพระพรว่า “อาตมาภาพเมื่อยังเป็นหนุ่ม ได้ร่ำเรียนวิชาอาคมต่อสู้ศัตรูอยู่บ้าง จึงลงมาเฝ้าหมายจะถวายพระพรลาสึกไปอาสารบฝรั่งเศส สนองพระเดชพระคุณพระเจ้าอยู่หัว”สมเด็จฯกรมดำรงฯทรงรู้สึกรักน้ำใจพระทิม นำความกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบเรื่องก็พอพระทัย ออกพระโอษฐ์ว่า “มนุษย์เรานี้ ถึงจะตกต่ำเป็นโจรผู้ร้าย ถ้ากลับใจได้จริงก็ยังเป็นคนดีได้”แล้วให้เชิญกระแสรับสั่งที่มีความกตัญญูคิดจะสนองพระเดชพระคุณ ทรงชอบใจนัก แต่เรื่องรบพุ่งใช้แต่คนฉกรรจ์มีกำลังมาก พระทิมอายุมากเกินขนาดแล้ว ให้บวชเอาบุญต่อไปเถิดต่อมาเมื่อพระทิมมรณภาพ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโปรดให้เบิกศิลาหน้าเพลิง กับผ้าสำหรับชักบังสุกุลเป็นของหลวง ส่งไปพระราชทานงานศพพระทิมจึงเป็นงานสำคัญ มีกรมการเมืองไปช่วยงาน มีข้าหลวงพระราชทานเพลิง เป็นเกียรติยศใหญ่โตจุดจบของโจรทิม โจรที่ทรงเห็นว่าเป็นคนพูดจริง จึงเห็นผลของความจริง เป็นไปตามพระราชดำรัสไว้...ความเชื่อเดิมๆ หรือความเชื่อของนักการเมืองยุคใหม่ โจรเป็นคนดีไม่ได้...ไม่จริงโจรกลับใจ ทำงานใหญ่ได้ดีกว่าคนดีๆ กระทั่งสมัยนี้ก็ยังมีอยู่หลายโจร เอ๊ย! หลายคน.กิเลน ประลองเชิง