ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีหรือนานเท่าไหร่ คดีฆาตกรต่อเนื่องก็ไม่เคยหายไปจากแฟ้มอาชญากรรมในหลายประเทศ ความโหดเหี้ยมเกินมนุษย์ของอาชญากรเหล่านี้ จากการอธิบายของ ร.ต.อ.ดร.จอมเดช ตรีเมฆ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ จากมหาวิทยาลัยรังสิต ในเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ 11 ต.ค.2559) ให้ความหมายถึงผู้ก่อเหตุที่มีลักษณะร่วมกัน 4 ประการ คือ1.ใช้วิธีการฆ่าเหมือนกันทุกราย 2.เป็นการฆ่าที่ไม่มีเหตุผล เหยื่อกับฆาตกรอาจไม่มีความเชื่อมโยงหรือสัมพันธ์กันเลย 3.สิ่งที่เชื่อมโยงกันคือแผนประทุษกรรม กับบุคลิกลักษณะของเหยื่อ และ 4.เป็นกลุ่มคนที่มีปัญหาทางจิต แต่ไม่ได้เป็นโรคจิตหรือจิตเภทที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ เพียงแต่มีความผิดปกติทางจิตเท่านั้นนีลส์ โฮเกล อดีตบุรุษพยาบาลที่โรงพยาบาลเมืองโอลเดนเบิร์ก ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของเยอรมนีกับ รพ.อีกแห่งที่เมืองเดลเมนฮอร์สต์ กลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องอันตรายติดอันดับโลก จากการฉีดยาพิษเข้าเส้นผู้ป่วยอายุ 34-96 ปีจนเสียชีวิต ร่วมๆ 100 ศพ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต โฮเกลพูดในชั้นศาลว่า เขาสนุกที่ได้รู้สึกว่ากำลังเป็นฮีโร่ช่วยให้คนเหล่านั้นหลุดพ้น ไม่เพียงแค่โฮเกล ยังมีอีกหลายคนที่ “คิด” และ “ลงมือ” กับเหยื่อด้วยวิถีแตกต่างกัน จนถูกนำไปทำเป็นสารคดีรวมคดีโหด และภาพยนตร์อย่าง มิคาอิล พ็อปคอฟ อดีต ตร.รัสเซีย ที่ข่มขืนแล้วใช้ขวานจามหรือค้อนทุบเหยื่อผู้หญิงที่เขาอาสาไปส่งตอนกลางคืนร่วมๆ 22 ศพ รวมเพื่อน ตร.ด้วยกัน 1 คน กลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่น่ากลัวสุดของรัสเซียในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แต่ที่โหดกว่าเมื่อปี 2535-2537 คดีที่โด่งดังสุด “คนแล่เนื้อแห่งรอสตอฟ”, “เรด ริปเปอร์” ชาวรัสเซียต้องรู้จัก อันเดร ชิกาติโล ซึ่งถูกลงโทษประหารชีวิตไปแล้ว จากอดีตครูแล้วกลายเป็นฆาตกรข่มขืน-ฆ่า-ชำแหละผู้หญิงและเด็ก 52 ศพ ตลอดช่วงระยะเวลา 12 ปี อีกคนที่ชื่อเสื่อมสุดในรัสเซีย ก็มีฉายา “ฆาตกรหมากรุก” ชื่อจริง อเล็กซานเดอร์ พิชูชกิน ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตเมื่อปี 2550 จากคดีฆาตกรรมอย่างต่ำ 48 ศพ และอาจมากสุด 60 ศพ เพราะใช้วิธีฆ่า 1 คนต่อ 1 ช่องกระดานหมากรุกที่มีทั้งหมด 64 ช่อง ตามเป้าที่ตั้งไว้ หวังให้ได้มากกว่า “เรด ริปเปอร์” เหยื่อส่วนใหญ่เป็นคนแก่ติดเหล้าตามสวนสาธารณะ โดยลวงว่ามีวอดก้าฟรี จากนั้นก็จะใช้ค้อนทุบหัวเหยื่อจนแบะเสียชีวิต แล้วยัดขวดวอดก้าเข้า ไปในกะโหลก (ตัวฆาตกรเคยได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะตอนอายุ 4 ขวบ) พิชูชกิน เคยบอกว่า รู้สึกตัวเองเหมือนเป็น “พระเจ้า” ที่ลิขิตว่าใครจะอยู่หรือตาย ข้ามประเทศไปที่โคลอมเบีย เปโดร โลเปซ มอนซัลเว ถูกจับได้ที่ตลาดแห่งหนึ่งในประเทศเอกวาดอร์ ขณะพยายามลักพาตัวสาวน้อย กระทั่งต่อมายอมรับสารภาพว่าข่มขืนฆ่ารัดคอเด็กอายุ 12 ปี ไม่น้อยกว่า 310 ราย ในย่านสลัมที่โคลอมเบีย เอกวาดอร์และเปรู จนได้ฉายา “สัตว์ประหลาดแห่งเทือกเขาแอนดีส” (ชีวิตลูกโสเภณีที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่อายุ 8 ขวบ แม้แต่ในคุกในฐานะน้องใหม่จนพ้นโทษถึงรู้ตัวว่าชอบเสพเด็กผู้หญิง)ฆาตกรต่อเนื่องชาวโคลอมเบียอีกคน หลุยส์ อัลเฟรโด จาราวิโต หรือ “ปีศาจแห่งเจโนวา” ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 835 ปี เมื่อปี พ.ศ.2543 จากการตระเวนฆ่า เด็กผู้ชายอายุ 8–16 ปี ราวๆ 189–192 ศพ (ตัวเลขที่แน่ชัดอาจถึง 400) ตลอดช่วง 5 ปี เหยื่อส่วนใหญ่เป็นเด็กเร่ร่อน กำพร้า หนีออกจากบ้าน เพราะ หลุยส์เชื่อว่าไม่มีใครสนใจหรือตามหาถ้าเด็กหาย หลุยส์ใช้วิธีปลอมตัวเป็นบทบาทคนนั้นคนนี้ เพื่อเลี่ยงตกเป็นที่ต้องสงสัย เช่น จิตอาสา เซลส์แมน พระ คนพิการ คนแก่ คนค้ายา ชาวนา หลอกให้ขนมหรือเงิน วิธีที่แสนเหี้ยมของหลุยส์จะมัดเหยื่อก่อนแล้วข่มขืนฆ่า บางรายถูกเฉือนอวัยวะเพศแล้วจับยัดเข้าปากเหยื่อ หลายรายก็ถูกตัดคอ มีรอยกัดเต็มตัวเหยื่อ และแต่ละจุดเกิดเหตุพบขวดเหล้ากับสารหล่อลื่นตกข้างๆ (วัยเด็กของหลุยส์มีแต่ความโหดร้ายจากพ่อขี้เหล้า และเคยถูก “ตุ๋ย” แต่เด็กด้วย จนหนีออกจากบ้านเมื่ออายุ 16 ปี) ตามมาด้วย นายหยาง ซินไห่ ชาวจีน ถูกตัดสินประหาร ชีวิตด้วยการยิงศีรษะเมื่อปี พ.ศ.2547 หลังก่อเหตุฆาตกรรมยกครัวและข่มขืน 67 ศพ ต้องไล่ล่าตามหาฆาตกรนาน 3 ปี ด้วยบุคลิกนิสัยที่ชอบพเนจรไปตามที่ต่างๆ ถูกสื่อตั้งฉายาว่า “ปีศาจนักฆ่า” ที่ดอด เข้าไปตามบ้านในชนบท ฆ่าทุกคนในบ้านด้วยขวาน ค้อน หรือพลั่วตักดิน คราวรับสารภาพนายหยางพูดว่า“ตอนที่ฆ่าคน ตัวเองก็อยากฆ่าอีก ผมไม่สนว่าพวกนั้นสมควรอยู่หรือตาย ไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องห่วง ผมไม่ปรารถนาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เพราะสังคมไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องห่วง” ส่วนเหตุที่ตำรวจใช้เวลาคลำหาตัวฆาตกร กว่าจะเจอเจ้าตัว เพราะทุกครั้งนายหยางจะใส่รองเท้าต่างไซส์ต่างยี่ห้อ แล้วหลังฆ่าเสร็จก็เผาทิ้งทั้งเสื้อและรองเท้า ส่วนปมเหตุวัยเยาว์ไม่มีการเผยแพร่ ภูมิประวัติครอบครัวก็ไม่มีการพูดถึง แม้สื่อหลายสายอ้างว่า อาจเป็นเพราะถูกแฟนบอกเลิกก็ตาม หากดูตามแผนที่โลกกับประเทศที่มี “คนฆ่าคนแล้วคนเล่า” เป็นความทับซ้อนบนโลก สะท้อนจิตใจมนุษย์ที่ยากแท้หยั่งถึง...@เจ๊หม่า