ภาพมุมหนึ่งของคลองวังหีบ ซึ่งมีน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา และจะกลายเป็นเขื่อนในอนาคต ขณะที่กลุ่มอนุรักษ์คัดค้านการก่อสร้างอ้างว่าจะเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้โครงการก่อสร้างไม่สามารถเดินหน้าต่อได้.เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2533 ขณะที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสภาพภูมิประเทศบริเวณที่จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำกะลูแป ต.เตราะบอน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี พระองค์ได้พระราชทานดำริความตอนหนึ่งว่า...“ควรพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังหีบ และอ่างเก็บน้ำสาขา ที่บริเวณบ้านนาหลวงเสน บ้านนายประดิษฐ์ ตลอดจนฝายน้ำต่างๆใน อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อจัดหาน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูก ในเขตหลายตำบลของ อ.ทุ่งสง ตามที่ราษฎรได้กราบบังคมทูล”โดยก่อนหน้านั้นเมื่อครั้งที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จเยี่ยมพสกนิกรในพื้นที่ อ.ทุ่งสง ได้มี นายร่วง จริตงาม ราษฎรบ้านคลองขุด หมู่ 8 ต.หนองหงส์ อ.ทุ่งสง เขตติดต่อกับ ต.นาหลวงเสน ทูลเกล้าฯถวายฎีกา มีใจความว่า...“ปัจจุบันพื้นที่บ้านคลองขุด และบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงมีสภาพแห้งแล้ง บางแห่งมีไฟป่าลุกลาม ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ทำนาไม่ได้ผล ขุดบ่อบาดาลก็ไม่ได้น้ำกินน้ำใช้ ราษฎรมีความเดือดร้อนมาก...น้ำในคลองวังหีบซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของบ้านจอด หมู่ 2 ที่ไหลลงมาจากเขาเหมน หรือเทือกเขาบรรทัด มีปริมาณมาก แม้ในฤดูแล้งก็ไม่แห้ง สภา ต.หนองหงส์ มีโครงการจะพัฒนาคลองวังหีบเพื่อการชลประทาน แต่ยังไม่ได้ลงมือดำเนินการ...จึงขอพระราชทานให้ทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อสร้างฝายกั้นน้ำ แล้วผันน้ำมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ต.หนองหงส์ และ ต.นาหลวงเสน อ.ทุ่งสง”ด้วยน้ำพระทัยที่อยากเห็นพสกนิกรมีความอยู่ดีกินดี ทำให้เกิดโครงการนี้ขึ้นมา บริเวณคลองวังหีบ พื้นที่เป้าหมายในโครงการก่อสร้างเขื่อนวังหีบ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยตามคำเรียกร้องของชาวบ้าน.สำหรับ โครงการเขื่อนวังหีบ อันเนื่องมาจากพระราชดำริตั้งอยู่ในหมู่ 1 และหมู่ 5 ต.นาหลวงเสน อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช มีเนื้อที่ครอบคุลมจำนวน 1 พันกว่าไร่ เป็นที่ดินลาดชัน และเชิงเขา ที่ดินส่วนใหญ่ยังเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เขตติดต่อกับอุทยานน้ำตกโยง สถานที่ท่องเที่ยวอันลือชื่อของเมืองทุ่งสง ภาพแสดงแนวเขตที่จะมีการก่อสร้าง เขื่อนวังหีบ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1 พันไร่ หมู่ 1 และหมู่ 5 ต.นาหลวงเสน อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช.เป็นโครงการชลประทานขนาดกลาง หัวงานเป็นเขื่อนหินถมดินเหนียวสูง 71.00 เมตร ยาว360.50เมตรมีความจุอ่างเก็บน้ำที่ระดับกักเก็บน้ำ 20.10 ล้านลูกบาศก์เมตร ถนนที่จะเข้าไปยังโครงการสร้างเขื่อน โดยสองฝากถนนเป็นสวนยางพาราและสวนผลไม้ มีบ้านเรือนประชาชนอาศัยอยู่.อาคารประกอบได้แก่ อาคารระบายน้ำล้น อาคารท่อส่งน้ำดิบ ถนนบริเวณโครงการและระบบส่งน้ำ แผนโครงการกำหนด 5 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ.2562-2566)วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 2,377.644 ล้านบาท (ราคาเขื่อน 918.85 ล้านบาท ค่าควบคุมงานเขื่อน 27.57 ล้านบาท ค่าที่ดิน 210 ล้านบาท ค่าสิ่งแวดล้อม 86.40 ล้านบาท งานส่วนประกอบอื่นๆ 323.83 ล้านบาท และอื่นๆ 114.59 ล้านบาท)พื้นที่จะได้รับผลประโยชน์ด้านเกษตรกรรม 13,014 ไร่ ครอบคลุม 24 หมู่บ้าน ใน 4 ตำบล คือ ต.นาหลวงเสน ต.หนองหงส์ ต.นาไม้ไผ่ ต.ควนกรด สภาพคลองวังหีบซึ่งรับน้ำมาจาก เทือกเขาบรรทัด หรือ “เขาเหมน” มีน้ำไหลทั้งปี เชื่อว่าหากมีการสร้างเขื่อนจะสามารถแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง.ต่อมาในวันที่ 18 ธันวาคม 2561 คณะรัฐมนตรีอนุมัติ โครงการก่อสร้างเขื่อนวังหีบ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แต่ปรากฏว่าถูก กลุ่มเครือข่ายปกป้องดิน น้ำ ป่า นครศรีธรรมราช-พัทลุง ออกมาคัดค้านเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกโครงการ อ้างว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทำให้โครงการดังกล่าวไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ นายจรูญ สุมงคล แกนนำชาวบ้านที่คัดค้านการก่อสร้างเขื่อน อ้างว่าจะกระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อม.นายจรูญ สุมงคล อายุ 54 ปี แกนนำชาวบ้านที่คัดค้าน กล่าวว่า ตนมีที่ดินพร้อมสวนยางพารา 12 ไร่ เป็นมรดกตกทอดจากพ่อแม่ ทำมาหากินอยู่จนถึงบัดนี้“ผมไม่อยากให้มีการสร้างเขื่อน ปัจจุบันที่ดินแถวนี้เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว หากก่อสร้างมีผลกระทบมาก ถึงแม้ว่าจะได้เงินค่าเวนคืนในราคาที่สูงก็ไม่อยากได้ จะไปอยู่ที่อื่น ก็ไม่เหมือนที่นี่ จึงขอฝากให้รัฐบาลนำไปพิจารณาด้วย” นายจรูญ กล่าว นายสุธีย์ มณีฉาย กำนัน ต.นาหลวงเสน อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ผู้ที่สนับสนุนให้สร้างเขื่อน.ด้าน นายสุธีย์ มณีฉาย กำนัน ต.นาหลวงเสน กล่าวว่า โครงการเขื่อนวังหีบฯ เป็นโครงการที่ดี เป็นพระปรีชาสามารถของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากน้ำท่วม ภัยแล้ง ในภาพรวมของอำเภอทุ่งสง“โครงการนี้จะเดินหน้าต่อไปได้ ต้องทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ผู้ที่มีผลกระทบคือราษฎร หมู่ 1 และหมู่ 5 เพราะราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวได้ครอบครองทำกินกันมาหลายสิบปีแล้ว มีความผูกพันกับพื้นที่ ไม่อยากย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น การอยู่ที่นี่สามารถประกอบอาชีพได้อย่างเพียงพอ” นายสุธีย์ กล่าวย้ำ นายภาคภูมิ อินทรสุวรรณ รอง ผวจ.นครศรีธรรมราช เรียกร้องให้ชาวบ้านร่วมมือในการสร้างเขื่อน.ในขณะที่ นายภาคภูมิ อินทรสุวรรณ รอง ผวจ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า อยากจะขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนในพื้นที่เพื่อให้โครงการก่อสร้างดำเนินไปได้ เพราะพี่น้องชาว จ.นครศรีธรรมราช ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งด้านการเกษตร การท่องเที่ยว ที่สำคัญป้องกันน้ำท่วม ภัยแล้ง ได้เป็นอย่างดี จึงหวังว่าทุกคนจะให้ความร่วมมือทั้งหมดนี้คือความเป็นมาของโครงการและเสียงสะท้อนจากผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โครงการนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่อยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เองที่สำคัญหน่วยงานรัฐต้องทำความเข้าใจกับประชาชนถึงผลได้ผลเสียด้วย โดยมีเดิมพันคือปัญหาน้ำท่วมอำเภอทุ่งสง ที่คนเดือดร้อนจำนวนมาก.วิชิต แก้วเกื้อ