วันนี้ผมขอแนะนำหนังสือน่าอ่านสักเล่มชื่อ “สามก๊กฉบับนายทุน ตอน โจโฉนายกฯตลอดกาล” เขียนโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีเสียงข้างน้อย โดยมี 18 เสียงในสภาเท่านั้น แม้จะอยู่ในตำแหน่งนายกฯเพียง 304 วัน แต่ นายกฯคึกฤทธิ์ ก็สร้างตำนานให้กับวงการเมืองไทยมากมาย เป็นต้นตำรับนโยบายประชานิยม ที่เลียนแบบกันมาทุกรัฐบาล อาทิ เงินผันเพื่อพัฒนาชนบทผ่านสภาตำบล (เดี๋ยวนี้เป็นกองทุนหมู่บ้าน) นโยบายประกันราคาพืชผล ประชาชนนั่งรถเมล์ฟรี คนจนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,000 บาท รักษาพยาบาลฟรี ก็ใช้กันมาจนถึงปัจจุบันผลงานยอดเยี่ยมที่สุดของ นายกฯ คึกฤทธิ์ ก็คือ การเปิดสัมพันธไมตรีไทย-จีน ในยุค ประธานเหมาเจ๋อตุง (ปี 2518) ทำให้ประเทศไทยมีสัมพันธ์ที่ดีกับจีนมาถึงทุกวันนี้ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เขียนเรื่อง “โจโฉนายกฯตลอดกาล” ตั้งแต่ปี 2494 เมื่อ 68 ปีก่อน แต่ก็ยังทันสมัยมาถึงทุกวันนี้ เมื่อเทียบกับพฤติกรรมของ นักการเมือง ในปัจจุบัน โจโฉ เป็นนายกฯในสมัย พระเจ้าเหี้ยนเต้ และครองตำแหน่งจนสิ้นอายุขัย จึงถือเป็นนายกฯตลอดกาล กลศึก และ การเมือง ในสมัย สามก๊ก ถือเป็น ตำราระดับอมตะนิรันดร์กาล แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ “นักการเมือง” ดังที่ท่านจะได้อ่านจาก “หม่อมคึกฤทธิ์” ดังนี้“...สิ่งที่เป็นยอดปรารถนาของนักการเมืองก็คืออำนาจ แต่นักการเมืองทุกคนจะไม่ยอมรับในข้อนี้ แต่ละคนจะต้องอ้างว่า ตัวบำเพ็ญกรณีเพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งปวง หรือเพื่อแผ่นดิน หรือเพื่อประชาธิปไตย ความจริงนั้น อำนาจเป็นสิ่งที่นักการเมืองต้องการมากที่สุด และเพราะความปรารถนาอำนาจนั่นเองที่ทำให้บุคคลยอมสละความสุขส่วนตัวทรัพย์สมบัติตลอดชีวิต เพื่อที่จะได้เป็นนักการเมืองเมื่ออำนาจเป็นยอดปรารถนาอย่างนี้แล้ว อำนาจจึงเป็นสิ่งที่กำหนดการกระทำของนักการเมืองในทุกกรณี ความรัก ความโกรธ หรือคุณโทษ และความกตัญญู หรือความพยาบาทกันเป็นส่วนตัวนั้น ไม่มีอิทธิพลมาบังคับการกระทำของนักการเมืองเลย เพราะความรู้สึกส่วนตัวเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของสามัญชน มิใช่เรื่องของนักการเมืองฉะนั้นเราจะเห็นว่า นักการเมืองที่เป็นศัตรูกันอยู่ในวันนี้ อาจเป็นมิตรที่สนิทสนมกันในวันพรุ่งนี้ และอาจเชือดคอกันเองในวันมะรืนนี้ก็ได้ ทั้งนี้เป็นวิสัยของนักการเมือง คนใดที่ไม่มีวิสัยเช่นนี้ หรือมิได้ใฝ่แสวงหาอำนาจ หากแต่เจตนาดีต่อบ้านเมืองจริงๆ และมีใจรักราษฎรจริงๆอย่างโจโฉในตอนนี้ คนนั้นมิใช่นักการเมืองที่แท้จริง ถ้าพลัดเข้าไปในหมู่นักการเมือง ก็ประดุจกาหลงฝูง ย่อมถูกรุมจิกรุมตีอย่างที่โจโฉจะต้องโดนในที่สุด จะให้นักการเมืองที่แท้จริงนั้นนับถือเลื่อมใส ย่อมเป็นไปไม่ได้ก็เพราะเหตุใดเล่า อำนาจจึงทำให้คนเปลี่ยนวิสัยจากคนไปเป็นนักการเมือง เพราะเหตุใดเล่า อำนาจจึงทำให้คนประพฤติตนคล้ายๆกับว่าไม่มีเหตุผล ทั้งนี้ เพราะว่า ความใฝ่อำนาจหรือใฝ่สูงนั้น เป็นสัญชาตญาณของบรรดาสรรพสัตว์ทั้งปวง สัตว์ทุกชนิดย่อมปรารถนาเป็นจ่าฝูง ถ้าหากมีกำลังความสามารถ ก็จะต่อสู้กับจ่าฝูงเดิมจนพ่ายแพ้ลงไป เพราะเหตุฉะนี้ ไก่หนุ่มจึงต้องไล่ตีไก่แก่ ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าเล้ามาก่อน เพราะเหตุนี้ทรพีควายหนุ่มจึงต้องต่อสู้กับทรพาผู้เป็นพ่อ สัญชาตญาณอันนี้ฝังอยู่ลึกซึ้งในหัวใจมนุษย์ เพราะมนุษย์ก็เป็นเพียงสัตว์โลกชนิดหนึ่ง แต่สัตว์ต่างๆนั้นแย่งอำนาจกันด้วยกำลังกาย ส่วนมนุษย์นั้นมีสติปัญญาเหนือบรรดาสัตว์ทั้งหลาย จึงแย่งอำนาจกันด้วยกำลังสติปัญญาอนึ่ง อำนาจนั้นเหมือนยาเสพติด ถ้าได้มาแล้วก็ย่อมวางไม่ลง และย่อมจะต้องการเพิ่มเติมอยู่เสมอไม่มีวันพอได้ ฉะนั้นเราจะเห็นว่า นักการเมืองโดยทั่วไปบำเพ็ญกรณีเพื่อแสวงหาอำนาจ เมื่อได้มาแล้วก็อยากได้ต่อไปอีก ในที่สุดอำนาจนั้นก็ทำลายตนเองลงไป เช่น ยาเสพติดย่อมทำลายผู้เสพฉันใดก็ฉันนั้น...”อ่านข้อเขียนของ อาจารย์คึกฤทธิ์ แล้ว คนไทยจะได้รู้จักนักการเมืองดีขึ้น ดังนั้น เวลานักการเมืองพูดอะไร ก็อย่าไปเชื่อจนหมดใจ จะได้ไม่ต้องทะเลาะตีกันเอง เพราะไปเชื่อนักการเมืองอย่างหัวปักหัวปำ.“ลม เปลี่ยนทิศ”