กลอนเพลงเก่า หนุ่มใช้ร้องเกี้ยวสาว “เดือนห้าต่อเดือนหก ให้น้องเตรียมครก พี่จะยกสากมา...” หนุ่มสมัยนี้ไม่มีใครจำได้ ตั้งแต่เพลง “ฝนเดือนหก” ที่ครูไพบูลย์ บุตรขัน แต่งให้รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ร้องย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพรำๆ กบมันก็ร้องงึมงำ ระงมกันไปทั่วท้องนาครูไพบูลย์ก็ช่างตั้งใจ ให้รุ่งเพชรร้องเสียงเหน่อๆ ฝนตกเป็นฝนต๊ก...แล้วก็ทำให้นึกถึงภาพที่หนุ่มบ้านนอกคุ้นเคยในท้องนา ได้อย่างมีชีวิตชีวาจริงๆเดือนหก ถือกันว่าเป็นเดือนมงคล เพราะฝนตกใหม่ๆ หนุ่มสาวที่ชอบพอกันก็จะมีพิธีแต่งงาน วิถีชีวิตชาวบ้าน จะได้เป็นกำลังทำนาทำไร่สร้างครอบครัว รับฤดูกาลผลิตใหม่ (ประเพณี 12 เดือน ในประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรม เพื่อความอยู่รอดของคน ปรานี-สุจิตต์ วงษ์เทศ บก. สำนักพิมพ์มติชน)เสมียนมี หรือหมื่นพรหมสมพัสร กวีสมัยรัชกาลที่ 3 เขียนไว้ในนิราศเดือนร่ำคะนึงถึงนุชสุดวิตก ถึงเดือนหกเข้าแล้วหนาเจ้าข้าเอ๋ย เขาแต่งงานปลูกหอขอกันเชย เราจะเฉยอยู่ก็ไม่เห็นไม่เป็นการ เขาแรกนาแล้วมานักขัตฤกษ์ เอิกเกริกโกนจุกทุกสถาน...ตามธรรมชาติ เริ่มเดือนหกฝนก็ตกแล้ว แต่บางปียังไม่มีฝน คนทำนาไม่ได้ เกิดประเพณีขอฝนขึ้นมาหลายอย่าง ที่สำคัญคือการจุดบั้งไฟมีเหตุการณ์จากระบบความเชื่อดึกดำบรรพ์กว่า 3,000 ปี เกี่ยวกับกบและคันคาก (คางคก) รวมไปถึงเขียดและอึ่งอ่าง ที่ยกย่องกันว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสัญลักษณ์ของน้ำและฝนพยานหลักฐานมีอย่างน้อย 2 อย่าง1.กบสัมฤทธิ์ ประดับหน้ากลองทอง ที่เรียกกันว่ากลองมโหระทึก ใช้ตีขอฝน2.คนทำท่ากบ เป็นภาพเขียนสีบนหน้าผา ในถ้ำ และสถานที่ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ วาดรูปคนกางแขนกางขาทำท่าเหมือนกบ พบมากที่ชุมชนชาวจ้วง มณฑลกวางสีของจีน และยังพบในดินแดนไทยลายสัก หรือสักหมึก ตามร่างกายแขนขาของผู้คนชนเผ่าในอุษาคเนย์ เกี่ยวข้องกับกบ ยุคแรกเริ่มทำลวดลายเหมือนผิวหนังกบจริง ถือเป็นเครื่องรางคุ้มครองให้คลาดแคล้วจากภยันตราย และทำให้มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์คนแต่ก่อนทำท่ากบ เพราะเชื่อกบเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์สื่อสารกับอำนาจอย่างหนึ่ง ทำให้มีฝนหล่นจากฟ้ามาสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารฝนไม่ตกต้องทุกคราวตามต้องการ ฤดูที่แห้งแล้ง คนเลยต้องบูชากบ วิงวอนร้องขอให้กบช่วย บอกผู้มีอำนาจบนฟ้าปล่อยน้ำลงมานี่เองจึงมีพิธีกรรม มีการละเล่นเต้นฟ้อนรำทำท่ากบ ยังหาดูได้บนผาลายมณฑลกวางสี สองฝั่งโขงที่ผาแต้ม อุบลราชธานี ที่เขาจันทน์งาม นครราชสีมา เขาปลาร้า อุทัยธานีเมื่อขอกันดีๆไม่ได้ นิทานเรื่องกำเนิดชาวจ้วง เล่าว่า ต้องใช้กำลังบังคับ ต่อสู้กับฟ้าเพื่อให้ได้น้ำ หรือรบฟ้าหาน้ำ นิทานเรื่องพญาคันคาก กำหนดให้น้ำอยู่บนฟ้า มีพญาแถนรักษาน้ำบนฟ้าจะตกลงมาเป็นน้ำฝนได้ ก็ต่อเมื่อนาคจากบาดาลขึ้นไปเล่นน้ำบนฟ้าทำให้เกิดคลื่นใหญ่ กระทบโขดหินขุนเขาบนสวรรค์ คือหมู่เมฆ น้ำจึงแตกกระจายลงมาปรานี-สุจิตต์ วงษ์เทศ สรุปข้อเขียนตอนนี้ว่า...ระบบความเชื่อมนุษย์เมื่อ 3,000 ปี มีความสัมพันธ์ระหว่างดินกับฟ้า ฉะนั้นคนกับธรรมชาติตัดขาดจากกันไม่ได้ถ้าสอดเสียดเบียดเบียนธรรมชาติ มนุษย์ย่อมต้องเดือดร้อนหย่อนเย็น ไม่เป็นสุขผมอ่านจบ มโนตาม...มนุษย์รุ่นใหม่ น่าจะลืมฟ้อน...ท่ากบ กันไปแล้ว ลืมพิธีกรรมอ่อนน้อม ยอมรับดินฟ้ากันไปนาน...ดินฟ้าท่านจึงแสดงอาเพศ...เป็นการเตือน.กิเลน ประลองเชิง