432,943 ราย คือ ตัวเลขคนไทยที่ป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดในปี 2561 ในจำนวนนี้เสียชีวิต 20,855 ราย เฉลี่ยชั่วโมงละ 2 รายโรคหลอดเลือดหัวใจ เกิดจากการเกาะของคราบไขมัน พังผืด หรือหินปูนภายในผนังหลอดเลือดหัวใจ ส่งผลให้หลอดเลือดตีบหรืออุดตัน ปิดกั้นการไหลเวียนของกระแสเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ อาการแสดงของโรคนี้ที่ชัดเจน คือ เจ็บหน้าอก หายใจติดขัด ในรายที่เป็นรุนแรงมากๆ อาจถึงขั้นหัวใจวาย และเสียชีวิตได้รศ.นพ.ดำรัส ตรีสุโกศล แพทย์ปฏิบัติการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจผ่านสายสวน และ ผอ.อาวุโส อายุรแพทย์หัวใจ รพ.หัวใจกรุงเทพ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการสวนหัวใจลำดับต้นๆของเมืองไทย ให้ข้อมูลว่า การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันโดยใช้สายสวน โดยทั่วไปจะทำผ่าน 2 จุดหลักๆคือ ใส่สายสวนผ่านทางหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบ และใส่สายสวนผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ข้อมือ“จริงๆแล้วการสอดสายสวนหัวใจ ที่เรียกว่า Guiding Catheter เป็นการใช้สายสวนนำอุปกรณ์การรักษาเข้าไปขยายหลอดเลือดหัวใจ โดยเริ่มจากการสอดสายสวนจากผิวหนังเข้าไปถึงเส้นเลือดหัวใจตรงหลอดเลือดแดงใหญ่ และจากหลอดเลือดแดงใหญ่ไปที่หลอดเลือดหัวใจซึ่งมีทั้งด้านซ้ายและด้านขวา จากตำแหน่งนี้จนถึงบริเวณที่หลอดเลือดตีบหรืออุดตัน การรักษาจะเหมือนกัน เป็นการใส่ลวดเส้นเล็กๆที่ปลายหลอดเลือดตามด้วยบอลลูนก็ต่อสายบอลลูนเข้ากับเครื่องมือที่อยู่ภายนอกร่างกาย เพื่อดันให้บอลลูนขยายออก เบียดคราบไขมันหินปูนที่เกาะอยู่ที่ผนังหลอดเลือดให้ยุบแบนลงและขยายหลอดเลือดให้กว้างออก เพื่อให้เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ มักจะใช้โครงขดลวดเล็กๆ ที่เรียกว่า stent ตามไปยึดตรึงติดกับผนังหลอดเลือด เพื่อขยายหรือทำให้หลอดเลือดหัวใจบริเวณที่ตีบถ่างออก ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ดีขึ้น” คุณหมอดำรัสกล่าวผอ.อาวุโส อายุรแพทย์หัวใจ รพ.หัวใจกรุงเทพ กล่าวว่า การสอดสายสวนผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ข้อมือ เป็นความพยายามของแพทย์โรคหัวใจที่ต้องการจะหาตำแหน่งของหลอดเลือดแดงในตำแหน่งอื่นนอกจากขาหนีบ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อน“มีคำถามว่าการใส่สายสวนผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ข้อมือดีอย่างไร อย่างที่บอกคือ ข้อมือเป็นบริเวณที่คลำเส้นเลือดได้ชัดเจน เนื่องจากเส้นเลือดอยู่บริเวณตื้นกว่าขาหนีบ และเป็นหลอดเลือดแดงขนาดเล็ก การใส่สายสวนทางข้อมือจะสะดวกกับผู้ป่วย ผู้ป่วยไม่ต้องนอนเหยียดขาตรงหลายๆชั่วโมงเหมือนการทำผ่านขาหนีบ ซึ่งต้องนอนพักรักษาตัวใน รพ.อย่างน้อย 1 คืน ในผู้ป่วยบางรายอาจมีปัญหาเรื่องของเลือดออก ซึ่งหากมีเลือดออกบริเวณขาหนีบอาจจะต้องให้เลือดทดแทน หรือบางครั้งจะทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดโป่งพองจนอาจต้องผ่าตัดซ่อมแซม ผู้ป่วยจะงอขา ลุกเดินได้ช้ากว่าหลังการทำหัตถการผ่านขาหนีบ ซึ่งถ้าเป็นทางข้อมือ ผู้ป่วยจะสามารถลุกยืน เข้าห้องน้ำ หรือนั่งรับประทานอาหารได้เลย เพียงแค่ลดการบิดข้อมือในช่วงหลังการทำหัตถการ ทำให้ระยะเวลาในการพักฟื้นที่โรงพยาบาลสั้นลง และสามารถกลับบ้านได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง” คุณหมอดำรัสอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม นอกจากนี้ การใส่สายสวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ข้อมือ ยังมีความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกน้อยกว่าการทำบริเวณขาหนีบ โดย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสวนหัวใจ รพ.หัวใจกรุงเทพ บอกว่า ในกรณีที่ผู้ป่วยอ้วนมาก มีไขมันหน้าท้องหนาและย้วย หรือผู้ป่วยที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดจะมีภาวะเลือดออกง่ายหลังการทำหัตถการสอดสายสวนหัวใจทางขาหนีบ การห้ามเลือดหลังจากดึงสายสวนออกจะทำได้ยากกว่า โดยอาจจะต้องกดห้ามเลือดนาน 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง หรืออาจต้องให้เลือดในกรณีที่เสียเลือดมาก แต่การสอดสายสวนผ่านทางข้อมือ สามารถควบคุมการหยุดเลือดได้ดีกว่าคุณหมอดำรัส ยังบอกด้วยว่า การสอดสายสวนหัวใจทางหลอดเลือดแดงที่ข้อมือ สามารถทำได้ทั้งข้อมือด้านซ้ายและด้านขวา แม้ว่าหลอดเลือดจะมีขนาดเล็กกว่าและมีทางเดินที่คดเคี้ยวกว่า แต่ก็มีการพัฒนาอุปกรณ์การรักษาให้มีความเหมาะสม สามารถทำการตรวจและรักษาได้ใกล้เคียงกับการตรวจผ่านหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบ ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่เกิดจากการใส่สายสวนหัวใจทางหลอดเลือดแดงที่ขา ลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลนาน และมีภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่จากการใส่สายสวนน้อยกว่าแบบการสวนผ่านทางขาหนีบ แม้การสวนหลอดเลือดหัวใจผ่านทางข้อมือจะมีการทำมานานกว่า 10 ปีแล้วก็ตาม แต่แพทย์ที่ทำต้องมีความชำนาญมาก เพราะแม้จะดูว่าระยะทางของการสอดสายสวนทางข้อมือจะสั้นกว่าทางขาหนีบ แต่ก็มีช่วงของหลอดเลือดที่คดเคี้ยวบริเวณหัวไหล่ ที่ต้องใช้ความชำนาญและความระมัดระวังเป็นพิเศษปัจจุบันการรักษาโรคหัวใจตีบผ่านทางสายสวน มีการพัฒนาก้าวหน้าไปมากทั้งในด้านการรักษาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ วิธีการรักษาโรคหัวใจผ่านทางข้อมือก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการรักษาที่ทำให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบใช้เวลานอนพักฟื้นในโรงพยาบาลสั้นลง ซึ่งผู้ป่วยที่เข้ามาพบแพทย์จะมีลักษณะของรอยโรคหลอดเลือดตีบที่มีระดับความยากง่ายแตกต่างกัน ผู้ป่วยบางรายมีอาการหลอดเลือดหัวใจตีบเพียงเส้นเดียวแต่มีการตีบหลายจุด หรือตีบหลายๆ เส้น ซึ่งแพทย์จะต้องหาวิธีการในการรักษาที่ดีเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพ สำหรับปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ตัน หรือโป่ง มีหลายปัจจัย เช่น เบาหวาน คอเลสเทอรอลสูง ความดันโลหิตสูง ที่สำคัญคือ การสูบบุหรี่ มีงานวิจัยพบว่า การสูบบุหรี่ส่งผลต่อการเกิดโรคหัวใจมากถึง 24% โดยสารนิโคตินและก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในควันบุหรี่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงให้เลือดจับตัวกันเป็นลิ่มหรือก้อนได้ง่าย นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า.