เพื่อระลึกถึงคุณูปการที่ “พระธรรมวิสุทธิมงคล” (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน) ในฐานะที่เป็น “ถูปารหบุคคล” คณะศิษยานุศิษย์จึงมีความประสงค์ที่จะสร้างอนุสรณ์ แสดงหลักธรรม คำสอน ของหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ผู้เป็นแบบอย่างในการทำความดีเพื่อพระพุทธศาสนา ประเทศชาติ จึงจัดตั้ง โครงการพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ พระธรรมวิสุทธิมงคล พร้อมได้ขอพระราชทานกราบทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธาน ซึ่งทรงได้เสด็จฯในพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อปี 2556 จากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า สิริภาจุฑาภรณ์ และทีมงานสยามรีโนเวท เป็นผู้ดำเนินการออกแบบก่อสร้างโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการออกแบบใดๆทั้งสิ้น โอกาสนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ องค์ประธานคณะผู้ออกแบบโครงการพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระธรรมวิสุทธิมงคล จึงได้เสด็จติดตามตรวจเยี่ยมความคืบหน้าของการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ฯ ศิลปกรรมไทยองค์สำคัญองค์สุดท้ายในสมัยรัชกาลที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ วัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) อ.เมือง จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา ก่อนเริ่มทรงงาน พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ได้เสด็จไปยัง กุฏิพระธรรมวิสุทธิมงคล ทรงกราบอัฐิธาตุและรูปเหมือนพระธรรมวิสุทธิมงคล พร้อมวางพานพุ่มดอกบัว ถวายสักการะ พร้อมกันนั้น ทรงนมัสการพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน เจ้าอาวาสวัดเกษรศีลคุณ และพระอาจารย์อินถวาย สันตุสสโก เจ้าอาวาสวัดป่านาคําน้อย จากนั้นเสด็จไปยังบริเวณก่อสร้างของโครงการฯ ซึ่งนายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กราบทูลถวายรายงานความคืบหน้าโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ฯ ขณะนี้การก่อสร้างในส่วนของโครงสร้างแล้วเสร็จไปกว่า 85% และภาพรวมของโครงการทั้งหมดมีความคืบหน้ามากกว่า 50% ส่วนที่เหลืออีก 50% นั้น เป็นงานในส่วนศิลปกรรมไทยและงานระบบ โดยพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระธรรมวิสุทธิมงคลฯนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถเปิดให้เข้าเยี่ยมชมได้ในช่วงกลางปี 2563 สำหรับโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ฯนี้ สร้างบนพื้นที่ 181 ไร่ 3 งาน 17 ตารางวา บริเวณด้านหน้าทางเข้าวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานบรรจุอัฐิธาตุ สถานที่รวบรวมประวัติหนังสือ คำสอน เครื่องอัฐบริขาร และเพื่อระลึกถึงคุณูปการของพระธรรมวิสุทธิมงคล ซึ่งการออกแบบนั้น พระเจ้าหลาน เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ในฐานะองค์ประธานคณะผู้ออกแบบ และทีมงาน ได้วางผังกลุ่มอาคารตามคติความเชื่อแผนภูมิจักรวาล ประกอบด้วยอาคาร 3 หลัง ได้แก่ พระเจดีย์ พระวิหาร และพิพิธภัณฑ์ กำหนดวางองค์พระเจดีย์เป็นศูนย์กลางของกลุ่มงานสถาปัตยกรรมทั้งหมด โดยให้แกนของพระเจดีย์มุ่งสู่ศูนย์กลางคือจิตกาธานองค์หลวงตาพระมหาบัวฯ และรักษาแนวแกนการก่อสร้างไปในทิศทางเดียวกับแดนพุทธภูมิ คือ เมืองพาราณสี สาธารณรัฐอินเดีย เพื่อสื่อความหมายว่าศาสนพิธีทั้งปวงที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ จะมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นองค์ประธานร่วมรับรู้ในพิธีกรรมเหล่านั้นทุกครั้ง อีกทั้งยังทำให้พุทธศาสนิกชนที่มากราบไหว้พระเจดีย์องค์หลวงตาพระมหาบัวฯ ได้กราบจิตกาธานองค์หลวงตาพระมหาบัวฯ พร้อมกับได้กราบพระบรมศาสดา ณ เมืองพาราณสี ในคราวเดียวกันด้วย นอกจากนี้ ลักษณะของพระเจดีย์ พระวิหาร และพิพิธภัณฑ์นั้น ได้รับแรงบันดาลใจสร้างสรรค์จากสถาปัตยกรรมศิลปะล้านช้าง ผสมผสานกับศิลปะยุคกรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงการสืบทอดพระพุทธศาสนาในถิ่นอีสานที่ยังคงดำรงอย่างมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองต่อไป.