คนสมัยโน้นเค้าไปศึกษาหาความรู้เรียนวิชากันที่ไหน?จากวรรณคดีไทย ปรมาจารย์ที่ผู้คนนิยมไปฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ก็ได้แก่พระฤาษีดังเช่นเจ้าชายจันทโครพ ซึ่งพอศึกษาจบพระฤาษีท่านก็มอบปริญญาเป็นผอบและสั่งไม่ให้เปิดดูจนกว่าจะเดินทางกลับถึงวัง แต่ใครจะไปทนความอยากรู้อยากเห็นไหว จันทโครพจึง “เปิดผอบพบนางโมรา” แล้วก็เลยเกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โต ความจริงพระอาจารย์ท่านน่าจะใส่รหัสผอบไว้ พอลูกศิษย์ไปถึงวังเรียบร้อยแล้วจึงส่งไลน์แจ้งรหัสไปให้ อย่างนี้ก็จะปลอดภัยด้วยประการทั้งปวงส่วนในเรื่อง “พระอภัยมณี” ของท่าน “สุนทรภู่” ได้ระบุไว้ว่า สองเจ้าชายพี่น้องคือพระอภัยมณีกับศรีสุวรรณ ได้รอนแรมไปหาสำนักเรียน แล้วพระอภัยผู้พี่ก็ได้เรียนวิชาเป่าปี่กับพราหมณ์เฒ่าที่สำนักหนึ่ง ศรีสุวรรณเรียนตีกระบี่ กระบองกับพราหมณ์เฒ่าในอีกสำนักหนึ่ง ราวเจ็ดเดือนทั้งคู่ก็ศึกษาสำเร็จหลักสูตร แต่เมื่อกลับถึงเมืองและรายงานผลการศึกษาให้ท้าวสุทัศน์พระราชบิดาฟัง ปรากฏว่าไม่เป็นที่ถูกพระทัยเพราะไม่ใช่วิชายอดนิยมอย่างแพทย์หรือวิศวะ จึงถูกเนรเทศออกจากบ้านเมืองไปตามยถากรรมอย่างไรก็ตาม ตอนที่ท้าวสุทัศน์สั่งให้ราชบุตรทั้งสองไปศึกษาหาความรู้เพื่อจะได้นำมาปกครองนั้น มีรับสั่งว่า “เจ้าจงไปเสาะแสวงหาอาจารย์ทิศาปาโมกข์ผู้เก่งกล้าแล้วเรียนวิชากับท่านเถิด”คำว่า “ทิศาปาโมกข์” นั้นแยกศัพท์ได้เป็น “ทิศา” แปลว่าทิศ กับ “ปาโมกข์” แปลว่าหัวหน้า เมื่อรวมกันแล้ว “ทิศาปาโมกข์” จึงหมายถึงอาจารย์หรือเจ้าสำนักผู้มีความรู้และชื่อเสียงโด่งดังไปทุกทิศทาง เมืองโบราณตักศิลา.ซึ่งเมื่อเอ่ยถึงทิศาปาโมกข์แล้วก็มักจะได้ยินควบคู่ไปกับเมือง “ตักศิลา (Taxila อ่านว่า ตักกะศิลา)” อันเป็นศูนย์กลางของศิลปะวิชาการในอดีตของอินเดียตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาล นักศึกษาที่ร่ำเรียนจบจากสำนักนี้มีอาทิ พระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ครองนครพาราสาวัตถี กษัตริย์ลิจฉวีที่ลูกหลานแตกความสามัคคี ชีวกโกมารภัจจ์ แพทย์ประจำพระองค์พระพุทธเจ้า องคุลีมาลจอมโจรผู้ตัดนิ้วคนมาแขวนประดับคอ จะเห็นได้ว่าศิษย์สำนักนี้มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งทางดีและร้ายหลายคน การเรียนการสอนของอินเดียในอดีต.เมืองตักศิลาตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงอิสลามาบัดนครหลวงของปากีสถาน มีมาแต่ดึกดำบรรพ์โดยเป็นเมืองหลวงแห่งแคว้นคันธาระ หลังพุทธกาลได้ยึดถือพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และเป็นเมืองที่รุ่งเรืองอยู่นานนับพันปี จนกระทั่งได้ถูกพวกฮั่น (Hun) บุกโจมตีทำลายย่อยยับในราว พ.ศ.1050 ปัจจุบันเหลือแต่ซากเมืองซึ่งยูเนสโกสนับสนุนให้เป็นมรดกโลก นาลันทามหาวิชชาลัยของพุทธศาสนา.อีกมหา’ลัยหนึ่งซึ่งโด่งดังของอินเดียได้แก่ นาลันทา (Nalanda) ปัจจุบันเป็นอำเภออยู่ในแคว้นมคธ รัฐพิหาร เป็นที่เกิดของสองอัครสาวกสำคัญ คือ พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะ และเป็นแหล่งเรียนรู้ศาสนาพุทธจนได้ชื่อว่า “นาลันทามหาวิชชาลัยของพุทธศาสนา”คำว่า “นาลัน” แปลว่าบัว ส่วน “ทา” แปลว่าให้ รวมแล้วหมายถึง “ให้ดอกบัว” ด้วยเหตุว่าเมืองนี้มีบัวมากจนถึงแม้ในปัจจุบันนี้ เมืองนาลันทา.นาลันทาเป็นเมืองศูนย์กลางค้าขาย และเป็นศูนย์รวมของนักปราชญ์ ทำให้พระสารีบุตรมาประกาศให้ปราชญ์เหล่านี้ได้รู้ถึงความเป็นเลิศของพระพุทธองค์และศาสนาพุทธ จนนาลันทากลายเป็นเมืองพุทธที่มีชื่อเสียง แต่ก็ได้ซบเซาเสื่อมลงไประยะหนึ่ง แล้วจึงได้รับการบูรณาการขึ้นใหม่โดยพระเจ้าศักราทิตย์ (ครองราชย์ พ.ศ.958-998) ทรงสร้างวัดให้เป็นสถานศึกษา แล้วมีการสร้างต่อๆมารวม 6 วัด อยู่ภายในกำแพงใหญ่เดียวกัน เรียกว่า “นาลันทามหาวิหาร” แล้วจึงเป็น “มหาวิทยาลัยนาลันทา” ในที่สุดแต่แล้วในปี พ.ศ.1742 กองทัพมุสลิมเติร์กได้บุกมาโจมตีดินแดนชมพูทวีปเพื่อทำลายพุทธศาสนสถาน รวมทั้งนาลันทามหาวิหารก็ถูกเผาผลาญทำลายราบลง พระภิกษุถูกสังหารแทบหมดสิ้น มหา’ลัยนาลันทาจึงพบจุดจบในครั้งนั้นกระทั่งปี พ.ศ.2403 ได้มีการสำรวจพบซากกองดินซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของมหา’ลัยนาลันทา จึงได้มีการบูรณาการขึ้นเป็นเนื้อที่ราว 80 ไร่ และเป็นหนึ่งในมรดกโลกขององค์การยูเนสโก การสอบของจีนสมัยก่อน.หันมาดูจีนอีกชาติที่ยิ่งใหญ่ของเอเชีย ประชากรมากที่สุดในโลกในสมัยก่อนยุคราชวงศ์โจว (1046-256 ก่อน ค.ศ. หรือสองสามพันปีมาแล้ว) การศึกษาจะจำกัดอยู่แต่ในราชสำนัก เด็ก 8 ขวบเริ่มเรียนคณิตศาสตร์ ภาษา วรรณคดี จนเข้าวัย 15 ปีจึงเรียนระดับสูงด้านพิธีการกับดนตรี เพื่อให้เหมาะสมกับการดำรงตนในหมู่ราชวงศ์ การเล่าเรียนของเด็กจีนยุคโบราณ.จนกระทั่งถึงยุคขงจื๊อ (551-479 ปีก่อน ค.ศ.) ผู้ปฏิรูประบบวัฒนธรรมของจีน ด้วยการเสนอความคิด “เหริน” หรือความรักที่ชนชั้นสูงพึงมีให้กับประชาชน ไม่กดขี่ข่มเหงเยี่ยงทาสอย่างที่เคยเป็นมา เปิดโอกาสให้ราษฎรมีสิทธิ์ได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค ขงจื๊อจัดตั้งโรงเรียน “เอกชน” ขึ้น โดยรับนักเรียนนักศึกษาจากทุกชนชั้น นักเรียนจะมอบค่าตอบแทนการสอนให้กับครูโดยตรง และครูก็สอนนักเรียนตามความถนัดของผู้เรียนแต่ละคนที่แตกต่างกันไป นักเรียนจะต้องหมั่นศึกษาทบทวนบทเรียน และรู้จักพิจารณาขบคิดสิ่งใหม่ๆ ที่สำคัญคือจะต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น ขงจื๊อ.ขงจื๊อได้เรียบเรียงตำราและคัมภีร์ไว้หลายเล่ม เช่น ตำราการแต่งกาพย์กลอน ตำรารัฐศาสตร์ ซึ่งถือกันว่าเป็นคัมภีร์อมตะที่ผู้ทรงภูมิสมัยโบราณยึดถือเป็นหลักในการศึกษานับจากนั้นมาจนถึงสมัยราชวงศ์สุย (ค.ศ.581-618) จึงได้มีระบบการคัดเลือกข้าราชการขึ้น โดยเป็นการสอบวิชาหลักที่มีอยู่ในคัมภีร์ต่างๆ ดังนั้นการจะมีโอกาสได้เข้ารับราชการและเติบโตได้ยศตำแหน่งสูงๆต่อไปก็มีวิธีเดียวคือ อ่านและศึกษาคัมภีร์ทั้งหลายให้แตกฉาน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคัมภีร์เหล่านั้นได้รับอิทธิพลจากลัทธิขงจื๊อนั่นเองย้อนกลับมาดูการศึกษาในอดีตของไทยเราเริ่มจากสมัยสุโขทัย (พ.ศ.1781-1921) สำนักเรียนมีอยู่ 2 แบบคือ สำนักวัด ซึ่งมีพระเป็นผู้สอนวิชาภาษาบาลีและไทยกับวิชาสามัญสอนให้แก่ลูกหลานราษฎรทั่วไป อีกสำนักก็คือราชบัณฑิต สอนวิชาเดียวกันให้กับบุตรหลานของเจ้านายข้าราชการ ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่ร่ำเรียนจากสำนักราชบัณฑิตย่อมมีความรู้สูงกว่าสำนักวัดถัดมาในสมัยอยุธยา (พ.ศ.1893-2310) ช่วงสำคัญคือรัชสมัยพระเจ้าบรมโกศซึ่งทรงฝักใฝ่ในพระศาสนา และทรงกำหนดว่าถ้าผู้ใดยังมิได้บวชพระ ก็จะไม่ทรง แต่งตั้งให้เป็นข้าราชการ ดังนั้นวัดทุกแห่งจึงเป็นโรงเรียนโดยมีพระภิกษุเป็นผู้สั่งสอนอบรม ทว่าสมัยนั้นยังไม่มีอาคารเรียน ลูกศิษย์จะต้องไปเรียนที่กุฏิของภิกษุที่ตนเลือกเป็นอาจารย์ จนถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงได้มีตำราเรียนภาษาขึ้นคือหนังสือ “จินดา-มณี” แต่งโดยพระโหราธิบดี นับเป็นยุคสมัยที่การศึกษามีความรุ่งโรจน์มาก นอกจาก ร.ร.วัดกับราชสำนักแล้ว ก็ยังมีโรงเรียนมิชชันนารีของพวกคริสเตียนด้วยจนล่วงเข้าสมัยต้นรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงสร้าง “โรงทาน” ขึ้นเพื่อใช้สำหรับศึกษาเล่าเรียนด้วย ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นโรงเรียนแห่งแรก แต่ก็มิใช่เป็นโรงเรียนที่มีจุดประสงค์เพื่อการเรียนการสอนโดยตรงอย่างเดียวอยู่ดี เป็นแค่แอบแฝงอยู่ครับ นั่นก็เป็นเรื่องราวของสถานศึกษาในอดีตของเรา.โดย : อุดร จารุรัตน์ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน