การเมือง 3 ขั้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ในช่วงการเปิดรับสมัคร ส.ส. ไปจนถึงวันที่ 8 ก.พ.62 นั่นเท่ากับจะได้รู้ว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรคจะส่งผู้สมัครกี่คน เป็น ส.ส.เขตกี่คน ปาร์ตี้ลิสต์กี่คนที่สำคัญก็คือจะรู้ตัวนายกฯที่จะส่งเข้าประกวดด้วยการเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ให้กาบัตรเพียงใบเดียว แต่ใช้ได้ใน 3 วาระดังที่กล่าวมาแล้ว โดยมี ส.ส.เขตจำนวน 350 ที่นั่ง ปาร์ตี้ลิสต์ 150 ที่นั่ง วุฒิสมาชิก 250 คน ซึ่ง คสช. แต่งตั้งระบบเลือกตั้งที่นำมาใช้นั้นจึงมีเจตนาโดยตรง คือป้องกันพรรคการเมืองใหญ่ได้ ส.ส.มากเกินไป อ้างว่าเพื่อให้พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กมีโอกาสที่จะได้ ส.ส.เข้ามาทำงานการเมือง ซึ่งก็ชัดเจนอยู่แล้ววิธีการก็คือ การนับคะแนนปาร์ตี้ลิสต์จะแตกต่างจากแบบเดิมที่พรรคไหนได้ ส.ส.เขตมากเท่าใดก็ได้ โดยจะนำคะแนนจากการเลือกพรรคเข้าไปบวกด้วยแต่ครั้งนี้จะไม่เป็นแบบนั้น เพราะมีการกาบัตรเพียงใบเดียว หากได้ ส.ส.เขตแล้วแต่ทุกคะแนนจะนำมารวมกันทั้งหมดของผู้สมัครแต่ละคนแต่ละพรรคที่ประชาชนลงคะแนนให้แล้วนำมาคิดตามสัดส่วนที่กำหนดเอาไว้แล้วพรรคไหนได้ ส.ส.มากโอกาสที่จะได้ปาร์ตี้ลิสต์จะน้อยลง หรืออาจจะไม่ได้เลยสักคนก็ได้ พรรคไหนแม้ไม่ได้ ส.ส.เขตแม้แต่คนเดียว แต่ก็มีโอกาสจะได้ ส.ส.แบบปาร์ตี้ลิสต์ก็ได้พรรคเพื่อไทยแก้ไขปัญหานี้ด้วยการตั้งสาขาพรรค แบ่งผู้เล่น ผู้บริหารออกไปจากพรรคแม่ ชัดๆก็คือ พรรคไทยรักษาชาติ เพื่อชาติ เป็นต้นเพื่อหวังที่จะได้ทั้ง ส.ส.และปาร์ตี้ลิสต์ โดยคาดว่าเพื่อไทยจะได้ ส.ส.เขตมาก และไทยรักษาชาติจะได้จากปาร์ตี้ลิสต์เป็นส่วนใหญ่คาดหวังว่าเมื่อรวมกันแล้วจะได้ ส.ส. 251 เสียงเพื่อเป็นรัฐบาลพูดง่ายๆจะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งจาก 500 เสียง ซึ่งเป็นรัฐบาลและบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะจำนวน ส.ว.ที่ คสช.ตั้งนั้น จะมีส่วนร่วมกับ ส.ส.และรัฐบาลไม่มากนักที่แยกออกมาและจะมีส่วนรัฐบาล คสช. และกองหนุนก็คือการได้โหวตเลือกนายกฯในฐานะสมาชิกรัฐสภาแต่ไม่สามารถที่จะร่วมลงมติในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ตัวเลข 250 คนขึ้นไปจึงมีความสำคัญยิ่งหากโยงไปถึงพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯจึงทำให้ได้ ส.ส.ใกล้เคียงกับพรรคการเมือง 2 พรรคทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์เพราะต้องการรวบรวมเสียง ส.ส.ให้ได้มากกว่า 250 เสียง เพราะมิฉะนั้นจะบริหารงานไม่ได้ เพราะเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งฝ่ายค้านยื่นซักฟอกเมื่อใดก็เป็นอันจบทันทีปัญหาที่จะเกิดขึ้นก็คือ การลงมติโหวตนายกฯนั้น หากมองลึกลงไปโอกาสของพลังประชารัฐจะมีสูงเพราะมีเสียง 250 เสียงอยู่ในมือแล้ว รวมกับเสียง ส.ส.อีก 126 เสียง ก็มากกว่าพรรคคู่แข่งอย่างแน่นอนแม้จะได้รับเลือกเป็นนายกฯแล้วก็ตามขั้นตอนต่อไปก็คือ การจัดตั้งรัฐบาล หากผลเลือกตั้งออกไป พลังประชารัฐไม่ได้เสียงตามเป้าก็ต้องออกแรงขับเคลื่อน เพื่อให้ได้เสียงเพิ่มมากขึ้นจากพรรคเครือข่ายที่รู้กันดีว่าพรรคไหนบ้างหากได้เสียงตามเป้าก็ไม่มีปัญหา แต่ที่เป็นปัญหาก็คือทำยังไงให้ไปต่อไปได้ ก็ต้องหาพรรคการเมืองในขั้วที่ 3 คือประชาธิปัตย์สมการการเมืองจะเกิดขึ้นแบบไหนอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน.“สายล่อฟ้า”