รวบโจรในคราบแท็กซี่ ฉวยจังหวะปลดโรเล็กซ์จากข้อมือผู้โดยสารนักเที่ยวสถานบันเทิงที่เมาหลับบนรถ ชุดสืบสวนทองหล่อเปิดแฟ้มประวัติหลังผู้เสียหายเข้าแจ้งความ พบเป็นโจรเจ้าเก่าเพิ่งถูกจับเมื่อ ส.ค.ปีที่แล้ว ในคดีรูดนาฬิกาหรู 2 เรือนจาก 2 หนุ่มนักเที่ยวที่เมาหลับบนรถ เลยตามไปล็อกขณะจอดรอเหยื่ออยู่เอกมัยซอย 7 เจ้าตัวรับสารภาพ คดีเดิมอยู่ระหว่างประกันตัว ที่ข้อเท้ายังติดตั้งกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ไว้ด้วยรวบโจรในคราบแท็กซี่ครั้งนี้เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 26 ม.ค. พ.ต.ท.สิทธิศักดิ์ นาคามาตย์ รอง ผกก.สส.สน.ทองหล่อ และพ.ต.ท. อัครัช ถนอมชาติ สว.สส.สน.ทองหล่อ นำกำลังตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ จับกุมนายอานนท์ ล่าชัย อายุ 34 ปี โชเฟอร์แท็กซี่ โตโยต้า อัลติส สีขาว-ชมพู ทะเบียน ทษ 9029 กรุงเทพมหานคร พร้อมของกลาง นาฬิกาโรเล็กซ์ รุ่นซับมารีน 1 เรือน มูลค่า 250,000 บาท จับกุมได้ที่ปากซอยเอกมัย 7 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานครทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 15.25 น. วันที่ 12 ม.ค. ที่ผ่านมา ตำรวจ สน.ทองหล่อ รับแจ้งจากผู้เสียหาย ได้ไปสังสรรค์กับเพื่อนที่สถานบันเทิง ย่านถนนเอกมัย จนกระทั่งสถานบริการปิด และจะกลับบ้านที่ จ.นนทบุรี โดยเรียกรถแท็กซี่ซึ่งจอดอยู่ปากซอยเอกมัย 7 ผู้เสียหายสังเกตว่า รถแท็กซี่คันดังกล่าวไม่มีมิเตอร์ และไม่ติดหมายเลขทะเบียนรถที่ขอบประตูเหมือนแท็กซี่คันอื่น ได้ถ่ายภาพในห้องโดยสารไว้แล้วเผลอหลับ รู้สึกตัวอีกครั้งตอนอยู่หน้าห้างแห่งหนึ่งย่านถนนติวานนท์ พบว่านาฬิกาข้อมือ ยี่ห้อโรเล็กซ์ รุ่นซับมารีน ราคาประมาณ 250,000 บาทหายไป มาแจ้งความไว้ที่ สน.ทองหล่อต่อมาฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ ตรวจสอบพบรถยนต์แท็กซี่สีชมพู-ขาว ทะเบียน ทษ 9029 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ในซอยเอกมัย 7 มีนายอานนท์ เป็นคนขับ ได้เชิญตัวมาสอบสวนที่ สน.ทองหล่อ โดยนายอานนท์รับสารภาพ แอบลักนาฬิกาโรเล็กซ์ผู้โดยสารไปจริง และนำไปฝากให้นายสุพรรณ หรือพัน แสงระ อายุ 36 ปี เป็นคนเอาไปขาย ตำรวจติดตามไปยังบ้านของนายสุพรรณ เลขที่ 29/31 ชั้น 4 แฟลตห้วยขวาง แขวงและเขตห้วยขวาง กทม. พบนายสุพรรณ พร้อมนาฬิกาโรเล็กซ์ของกลาง แจ้งข้อหารับของโจร นำตัวทั้งคู่สอบขยายผลขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบประวัตินายอานนท์ พบว่าเคยถูกจับกุมคดีลักทรัพย์ในเวลากลางคืน มีพฤติกรรมสวมรอยเป็นโชเฟอร์แท็กซี่ ฉวยโอกาสปลดทรัพย์ผู้โดยสารที่เมาสุราหรือหลับบนรถ เคยถูกฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ จับกุมเมื่อวันที่ 19 ส.ค.61 เป็นข่าวครึกโครมมาหนหนึ่งแล้ว โดยครั้งนั้น นายอานนท์รับผู้โดยสารเป็นหนุ่มนักเที่ยว 2 คน จากสถานบันเทิงย่านเอกมัยจะไปส่งบ้านแถวพุทธมณฑล แล้วฉวยจังหวะรูดนาฬิกาหรู “โรเล็กซ์และพันนาราย” เรือนละ 3 แสนบาทจากข้อมือ 2 ผู้โดยสารที่เมาหลับ ก่อนบังคับให้ลงจากรถริมถนนบรมราชชนนีมีรายงานว่า คดีนี้นายอานนท์อยู่ระหว่างได้รับ การประกันตัว และยังพบด้วยว่าที่ข้อเท้าของนายอานนท์ ยังติดตั้งกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ไว้ด้วย ตำรวจเชื่อว่า ยังมีผู้เสียหายอีกหลายคนที่ถูกก่อเหตุแบบนี้สามารถดูตัวผู้ต้องหาได้ที่ สน.ทองหล่อวันเดียวกัน นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า นายอานนท์ เคยถูกตำรวจ สน.ทองหล่อ จับกุมในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ศาลชั้นต้นสั่งจำคุก 2 ปี ผู้ต้องหาได้อุทธรณ์ ศาลสั่งติดกำไล EM แทน กลับมาก่อเหตุซ้ำอีกรอบ หลังทราบเรื่อง กรมคุมประพฤติได้รายงานพฤติกรรมนายอานนท์ต่อศาลว่าไม่เหมาะสม ที่จะใช้วิธีคุมประพฤติโดยติดกำไล EM จากนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลจะสั่งลงโทษอย่างไรต่อไป ส่วนใหญ่หากมีการกระทำผิดซ้ำ ศาลจะสั่งติดคุกตามระยะเวลาต้องโทษเดิม ส่วนคดีใหม่ที่ก่อเหตุศาลจะพิจารณาเพิ่มโทษตามกระบวนกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ในอนาคตกรมคุมประพฤติจะหารือกับกรมราชทัณฑ์เพื่อติดกำไล EM กับผู้ต้องขังที่ได้รับการพักโทษ เพื่อควบคุมไม่ให้กระทำผิดซ้ำ และต้องมารายงานตัวเจ้าหน้าที่ตามกำหนดและรับใช้บริการสังคมตามเงื่อนไขด้วยด้านนายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวถึงกรณีโชเฟอร์แท็กซี่ ที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยการติดกำไลอีเอ็ม (Electronic Monitoring) กลับไปก่อเหตุลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ฉกนาฬิกาโรเล็กซ์ผู้โดยสารว่า กำไลอีเอ็ม เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางของบุคคล โดยกำไลอีเอ็มสามารถระบุได้ว่าตัวบุคคลนั้นเดินทางไปที่ไหน กระทำผิดเงื่อนไขด้วยการเดินทางออกนอกเคหสถานที่กำหนด และนอกเหนือเวลาที่กำหนดหรือไม่ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่า ตัวบุคคลนั้นไปก่อเหตุอะไร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ในการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาโดยใส่กำไลอีเอ็ม หากผู้ต้องหากระทำผิดซ้ำหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไข ศาลมีสิทธิ์นำตัวมาปลดอีเอ็ม เป็นการถอนหลักประกันเพื่อไม่ให้ปล่อยชั่วคราว และนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำโฆษกศาลยุติธรรมกล่าวอีกว่า สำหรับขอบเขตเงื่อนไขในการปล่อยชั่วคราวด้วยกำไลอีเอ็ม ขึ้นอยู่กับลักษณะความผิดและการกำหนดเงื่อนไขของผู้ต้องหาแต่ละรายว่าจะมีการจำกัดบริเวณไว้มากน้อยแค่ไหน บางรายอาจจะจำกัดบริเวณได้ถึงทั่วประเทศ แต่ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ หรือบางรายอาจจะจำกัดไว้ในแค่บางเขต บางจังหวัด ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ หากใครฝ่าฝืนเดินทางเกินเขตที่กำหนดเครื่องกำไลอีเอ็มจะส่งสัญญาณเตือนไปที่ “ศูนย์ควบคุมติดตามการปล่อยตัวชั่วคราวและการบังคับตามคำสั่งศาลโดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์” เมื่อมีการผิดเงื่อนไข จะจับกุมและปลดกำไลอีเอ็มควบคุมตัวเข้าสู่เรือนจำต่อไป