มันเป็นวาทกรรม หรือความจริงกับความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย รายงานล่าสุดของ “ซีเอส โกลบอล เวลท์รีพอร์ต 2018” หรือ “เครดิตสวิส” ระบุว่าประเทศไทยครองแชมป์โลกของความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ในปี 2561 โดยมีกลุ่มคนไทยเพียง 1% ของประชากรทั้งประเทศ แต่กลับถือครองความมั่งคั่งของประเทศไว้ 66.9%แน่นอนว่ากับฝ่ายที่เห็นตรงข้าม ย่อมหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเบิ้ลบลัฟใส่รัฐบาล คสช. ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะที่ทางฟากฝั่งรัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐก็รีบดาหน้าออกมาตอบโต้ว่าเป็นข้อมูลเก่าตั้งแต่ปี 2549 ล้าสมัย ไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกับสถานการณ์ในปัจจุบันได้โดยเฉพาะ “สภาพัฒน์” ต้องออกมาเคลียร์หน้าเสื่อ ยกมาตรฐานการจัดเก็บข้อมูลของธนาคารโลกมาหักล้าง ใช้สูตรการคำนวณดัชนีชี้วัดกันคนละตัว ยืนยันว่าแม้ประเทศไทยจะยังคงมีความเหลื่อมล้ำอยู่จริง แต่สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยก็ใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา และอังกฤษมองดาวกันคนละดวงบังเอิญมีข้อมูลที่น่าสนใจของ คุณนิพนธ์ พัวพงศกร จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่เพิ่งมาบรรยายพิเศษเรื่อง “สาเหตุและแนวทางการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ กับโครงสร้างการเมือง” ให้แก่นักศึกษาหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 9 ของสถาบันพระปกเกล้าฟังกันความจริงมีข้อมูลน่าสนใจเยอะ แต่ผมขอสรุปเนื้อหาคร่าวๆมาเล่าให้ฟัง คุณนิพนธ์ระบุว่า แม้ไทยยังมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลกและในเอเชีย แต่ก็ยังพอมีข่าวดีบ้าง คือช่องว่างความห่างของความเหลื่อมล้ำเริ่มบีบแคบลง โดยเฉพาะรายได้เฉลี่ยในกลุ่มครัวเรือนชั้นกลางที่เติบโตขึ้น รวมถึงช่องว่างระหว่างครัวเรือนในเมืองกับชนบท ก็ลดลงมาอย่างช้าๆ เป็นแนวโน้มที่ดีแต่สรุปแล้วความเหลื่อมล้ำยังคงสูงอยู่ดี จากตัวเลขรายได้ครัวเรือนไทยเฉลี่ย 20 ปี 5% ของครัวเรือนที่จนที่สุด มีรายได้ติดลบ คือนอกจากจะไม่มีรายได้แล้ว ยังมีภาระหนี้สินล้นพ้นตัวขณะที่ 1% ของครัวเรือนที่รวยที่สุด มีรายได้สูงขึ้นถึง 300% อันเป็นผลมาจากระบบอุปถัมภ์ ระหว่างผู้มีอำนาจรัฐกับกลุ่มทุนใหญ่ ที่ใช้ทุกเส้นสายเครือข่ายเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจหากจำกันได้ คุณนิพนธ์คือคนที่ออกมาต่อต้านนโยบายประชานิยมแบบสุดโต่ง แต่เห็นด้วยกับระบบรัฐสวัสดิการ ซึ่งก็ตรงกับแนวทางของรัฐบาล คสช. แต่วันนี้นโยบายรัฐสวัสดิการที่ พล.อ.ประยุทธ์ และทีมงานเศรษฐกิจของ คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พยายามโหมประโคมขึ้นต้นก็เห็นเป็นมะลิซ้อน แต่แตกใบอ่อนมันกลายเป็นมะลิลาไปซะนี่ยิ่งน่าวิตกก็คือ สิ่งที่จะเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลชุดต่อไป หรือนายกฯคนใหม่ที่จะเข้ามารับไม้ต่อ ไม่มีงบกลางให้ใช้แล้ว หากไม่ใช่คนหน้าเดิมในขั้วอำนาจปัจจุบัน หืดขึ้นคอแน่ เพราะงบฯกลางที่ต้องกันเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน หรือกรณีเกิดภัยพิบัติ วันนี้ไม่เหลือหลอแล้วคุณนิพนธ์อาจยังมีความเกรงใจอยู่บ้างที่ไม่พูดตรงๆว่า งบฯกลางมันถูกหว่านใช้ไปกับมหกรรมเทกระจาด ลด แลก แจก แถมหมดแล้ว ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนไปสู่การเลือกตั้งทำให้ประเทศไทยสุ่มเสี่ยงจะเกิดวิกฤติการเงิน การคลัง ขึ้นมาอีกรอบหนาวกันไหมคนไทย!เพลิงสุริยะ