กระแสข่าวอดีต ส.ส.จากพรรคต่างๆ ยกขบวนแห่ซบพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กลายเป็นมหกรรมอึกทึกครึกโครม เพราะมีอดีต ส.ส.ตบเท้าเข้าเป็นสมาชิกพรรค พปชร.ไม่เว้นแต่ละวัน วันละกลุ่มหรือหลายกลุ่ม กลุ่มละหลายสิบคน เพื่อให้ทันเส้นตายในวันที่ 26 พฤศจิกายน ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองหน้าเก่าๆ ที่ถือว่าการย้ายพรรคเป็นเรื่องธรรมดาการแห่เข้าพรรครัฐบาลของนักการเมืองเป็นเรื่องปกติ มักเกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจ คณะรัฐประหารมักจะตั้งพรรคเพื่อสืบทอดอำนาจ ด้วยการเลือกตั้ง พรรคของคณะรัฐประหาร แม้จะตั้งใหม่ แต่กลายเป็นพรรคเนื้อหอมและพรรคใหญ่ทันที ไม่ว่าจะเป็นพรรคเสรีมนังคศิลา พรรคชาติสังคม พรรคสหประชาไทย และพรรคสามัคคีธรรมของ รสช.ในอดีตเหตุผลการย้ายพรรคของนัก การเมืองแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป อย่างคราวนี้ นักการเมืองส่วนใหญ่อ้างว่าชอบนโยบายพรรค พปชร. และมีอุดมการณ์ตรงกับพรรค แสดงว่านักการเมืองที่ย้ายมาหลายพรรคมีอุดมการณ์ตรงกับทุกพรรค บางคนถูกถามว่าทำไม “เปลี่ยนอุดมการณ์ชั่วข้ามคืน” ปากบอกว่ายึดมั่นในประชาธิปไตย แต่ย้ายเข้าพรรคตรงข้ามอดีตนักการเมืองดาวรุ่งที่พูดอย่างตรงไปตรงมาน่าจะได้แก่นายปิยะณัฐ วัชราภรณ์ ถูกนักข่าวถามว่าต้องเอาอุดมการณ์ใส่ลิ้นชักเหมือนเมื่อตอนร่วมรัฐบาล รสช.หรือไม่? นายปิยะณัฐตอบว่า อุดมการณ์เป็นเรื่องสำคัญ แต่จะนำมาใช้เมื่อใดต้องดูสถานการณ์และโอกาสที่เหมาะสม “ดูลิ้นชักของตัวเองอยู่เรื่อยๆ ยืนยันว่าอุดมการณ์ยังอยู่” แต่เก็บไว้ในลิ้นชักแต่เหตุผลสำคัญของการแห่เข้าพรรค พปชร. ของนักการเมืองส่วนใหญ่ เพราะเป็นพรรครัฐบาลที่มีพร้อมทุกอย่าง มีทั้งอำนาจรัฐ อำนาจทุน กลไกข้าราชการอยู่ในมือ สะดวกโยธินทุกด้าน สามารถใช้ทรัพยากรรัฐหรือบุคลากรรัฐให้เอื้อต่อการเลือกตั้งได้ ชัดเจนที่สุดคือการทุ่มงบแผ่นดินจากภาษีประชาชน 8.9 หมื่นล้านบาท เพื่ออุ้มคนจนในใกล้ช่วงเลือกตั้งหลังการเลือกตั้งหากพรรครัฐบาลเป็นฝ่ายชนะ และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ นักการเมืองที่แห่เข้าพรรคอาจมีทั้งสอบตกและสอบได้ บางคนอาจมีอำนาจวาสนาได้เป็นรัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี หรือที่ปรึกษา มีความใกล้ชิดกับอำนาจ สามารถขอโครงการต่างๆของรัฐไปลงพื้นที่ได้ ผู้ที่มีวิญญาณของนักธุรกิจการเมือง อาจใช้ความใกล้ชิดแสวงความร่ำรวยได้บรรดาพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่ง จะต้องติดตามดูกันต่อไปว่าหลังจากที่มีประกาศพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง ในเร็ววันนี้ รัฐบาลยังจะเดินหน้านโยบายแจกแถมต่อไป โดยไม่คำนึงจะผิดกฎหมายการเลือกตั้งหรือไม่ ตามปกติกฎหมายเลือกตั้งจะห้ามการให้หรือเสนอให้เงินและประโยชน์อื่นๆ มีโทษหนักจำคุกไม่เกิน 10 ปี เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี.