ถึงจะพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากลายเป็นอดีตไปแล้ว แต่ศักดิ์ศรีความเป็นจอมทัพชาติมหาอำนาจก็เปิดประตูโอกาสให้เหล่าผู้นำทำเนียบขาวได้ต่อยอดทำมาหากินจนร่ำรวยอู้ฟู่มานักต่อนัก แถมอดีตผู้นำมะกันหลายคนยังมั่งคั่งกว่าตอนนั่งอยู่ในตำแหน่งหลายเท่าตัวสาบานว่าไม่ได้โกงกินคอร์รัปชันจนร่ำรวยผิดปกติ แต่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาหลายคน รู้จักนำความรู้ความสามารถและประสบการณ์บริหารประเทศ มาทำมาหากินกอบโกยเงินทองได้อื้อซ่าส์ ดูอย่าง “ประธานาธิบดีบารัค โอบามา” ทันทีที่พ้นจากตำแหน่ง ก็เดินตามรอยรุ่นพี่พรรคเดโมแครต “บิล คลินตัน” เดินสายพูดไปทั่วโลก และเขียนหนังสือขายดิบขายดีติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯภายในระยะเวลาอันสั้นจากการรายงานของฟอร์บส์ระบุว่า วันที่ “บารัค โอบามา” เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก เมื่อปี 2008 เขามีทรัพย์สินในครอบครองเพียง 1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เมื่อถึงคราวเก็บกระเป๋าออกจากทำเนียบขาวในปี 2016 ความมั่งคั่งของผู้นำผิวสีกลับทวีคูณขึ้น 15 เท่า เดินออกจากไวท์เฮาส์แบบหล่อๆ ด้วยทรัพย์สินในบัญชีมากกว่า 20.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯถ้าไม่ได้โกงกินบ้านเมือง แค่ภายในเวลา 8 ปี ทรัพย์สินเงินทองจะงอกเงยมาจากไหนเยอะแยะขนาดนี้ ฟอร์บส์ล้วงลึกว่า ความมั่งคั่งของ “บารัค โอบามา” มาจากการเก็บหอมรอมริดเงินเดือนประธานาธิบดี ที่ทำรายได้ให้ปีละ 400,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ, ค่าลิขสิทธิ์เขียนหนังสือ และรายได้จากการลงทุนหลายช่องทาง ทั้งซื้อกองทุนและเก็งกำไรอสังหาฯ นอกจากนี้หลังพ้นตำแหน่งเขายังได้บำเหน็จดำรงชีพจากรัฐอีกปีละ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯกระนั้น แหล่งรายได้หลักจริงๆของ “บารัค โอบามา” คือค่าลิขสิทธิ์หนังสือ เฉพาะปี 2005-2016 เขาโกยรายได้ไปถึง 15.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการออกหนังสือ 3 เล่ม ที่ขายดีติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ คือ The Audacity of Hope, Of Thee I Sing : A Letter to My Daughters และ Dreams From My Fatherปีที่แล้ว “บารัคและมิเชล” ยังคว้าเงิน 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการเซ็นสัญญาเขียนหนังสือเล่มใหม่ และแว่วว่าเพิ่งมีการจับมือกับค่ายเน็ตฟลิกซ์นำเรื่องราวชีวิตของอดีตประธานาธิบดีผิวสีมาทำเป็นหนัง โดยมีค่าลิขสิทธิ์หลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นี่ไม่นับรวมค่าขนมเล็กๆน้อยๆจากการเดินสายพูดตามเวทีต่างๆทั่วโลก ที่ฟันค่าตัวเบาะๆครั้งละ 400,000 ดอลลาร์สหรัฐฯถึงวันนี้ “บารัค โอบามา” ไม่ใช่ทนายความต๊อกต๋อยอีกต่อไปแล้ว เขามีคฤหาสน์หรูหลายหลังกระจายอยู่ทั่วเมืองใหญ่ๆ ของอเมริกา บ้านหลังที่ฮือฮาสุดคือ แมนชั่นหรูขนาด 8,200 ตารางฟุต ในวอชิงตัน ดี.ซี. อยู่ติดกับมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก “เจฟฟ์ เบซอส” โดยโอบามาควักกระเป๋าซื้อหลังพ้นจากตำแหน่ง ด้วยราคาสูงถึง 8.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เขายังมีคฤหาสน์อีกหลังอยู่ในถิ่นเก่าชิคาโก มูลค่าไม่มากแค่ 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วน ที่บ้านเกิดในฮาวายไม่มีบ้านเป็นเรื่องเป็นราว แต่ทุกครั้งที่กลับไปเยือน เขาจะต้องพักในโรงแรมหรูที่สุดของเกาะ สนนราคาคืนละ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนวันว่างของครอบครัวคือ การล่องเรือยอชต์จิบแชมเปญแถวๆเมืองตากอากาศไฮโซของอิตาลีสมัยเป็นผู้นำประเทศต้องทำตัวสมถะให้เป็นแบบอย่างที่ดี แต่เมื่อพ้นตำแหน่งแล้วขอกินหรูอยู่สบายให้สมฐานะ อันนี้ก็เข้าใจ.มิสแซฟไฟร์