‘โจ๊ก’ยันคดีถึงศาล คืนทรัพย์ตำรวจทันทีคดีอดีตผู้การเลยโกงเงินตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาใกล้สรุป ล่าสุดผู้ต้องหารายสุดท้ายดอดมอบตัวเข้าให้ปากคำพนักงานสอบสวน เป็นเจ้าหน้าที่สาวทำงานอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ด้าน “บิ๊กโจ๊ก” เผยอีก 1 เดือนสรุปสำนวนส่งให้อัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 17 คน พร้อมเดินหน้านำเงินสดและทรัพย์สินที่ยึดจากผู้ต้องหากว่า 140 ล้านบาทคืนให้ตำรวจที่ตกเป็นเหยื่อควบคู่กับการดำเนินคดี วอนประชาชนผู้เสียหายที่ถูกเครือข่ายเดียวกันฉ้อโกงให้แจ้งความเอาผิดเพิ่มพนักงานสอบสวนยังคงเดินหน้ากระชากหน้ากากเครือข่าย พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช อดีต รอง ผบช.สกพ. และอดีต ผบก.ภ.จ.เลย ที่โกงเงินลูกน้องตำรวจ ภ.จ.เลยจำนวน 196 นาย หลังชักชวนร่วมโครงการรวมหนี้และบริหารหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลยนำไปลงทุน แต่กลับสูญเงินไป 240 ล้านบาท กระทั่งมีการดำเนินคดี พล.ต.สุทิพย์กับพวก ก่อนขยายผลพบโยงใยขบวนการแชร์ลูกโซ่ฉ้อโกงประชาชนหลายพื้นที่มูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาทและผู้ต้องหาทยอยมอบตัว มีทั้งตำรวจ ข้าราชการสังกัดกระทรวงยุติธรรม และพลเรือน ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ก.ย. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. สั่งให้นายตำรวจที่เกี่ยวข้องออกจากราชการแล้ว 3 นาย และช่วยราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีก 15 นาย ต่อมาเวลา 10.30 น. วันที่ 18 ก.ย. ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนคดีสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย บช.ภ.4 จ.ขอนแก่น พล.ต.ท.สุระชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. และ พล.ต.ต.บุญลือ กอบางยาง รอง ผบช.ภ.4 ร่วมสอบปากคำนางสุภาศรี อาจราชกิจ ที่ทำงานในกระบวนการยุติธรรม ผู้ต้องหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดร่วมกับ พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช อดีต ผบก.ภ.จ.เลย หลังติดต่อขอเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน โดยมี น.ส.อนันทนา อาจราชกิจ ลูกสาวนางสุภาศรี เข้าให้ปากคำด้วย เมื่อมาถึงเจ้าหน้าที่คุมตัวไปสอบปากคำบนชั้น 4 ทันที และห้ามสื่อมวลชนเข้าไปอย่างเด็ดขาดพล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า คดีนี้คืบหน้าไปมาก 1 เดือนจากนี้จะสามารถสรุปสำนวนคดีความส่งให้พนักงานอัยการได้ ยืนยันผู้ต้องหาในคดีนี้มีทั้งหมด 17 คน ผู้ต้องหาที่มอบตัววันนี้เป็นรายสุดท้าย ส่วน การยึดทรัพย์ทั้งในส่วนของเงินสดและทรัพย์สินต่างๆ ขณะนี้คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 140 ล้านบาท เมื่อคดีเข้าสู่ชั้นศาลแล้ว การคืนทรัพย์ให้ตำรวจ จ.เลย จะทำควบคู่กันไป การคืนทรัพย์สินต้องคืนให้ตำรวจก่อน เพราะผู้เสียหายขณะนี้มีเพียงแค่ข้าราชการตำรวจเท่านั้นที่มาแจ้งความเอาผิด แต่หากประชาชนที่เป็นผู้เสียหายถูกขบวนการของ พล.ต.ต.สุทิพย์ หลอกลวงให้ร่วมลงทุน หรือมีพฤติกรรมการทำผิดเช่นเดียวกันกับตำรวจที่ถูกหลอกลวงขอให้มาแจ้งความ เพื่อเอาผิดทางอาญาและทางแพ่ง เชื่อว่ามีประชาชนจำนวนมากที่ถูกขบวนการของ พล.ต.ต.สุทิพย์หลอกลวง แต่ไม่กล้าเพราะกลัว“ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าตำรวจไม่เอาตำรวจที่ทำผิดในวงการอยู่แล้ว ผบ.ตร.เพิ่งมีคำสั่งให้ตำรวจพัวพันคดีออกจากราชการแล้ว 3 ราย และมีคำสั่งให้ช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีก 15 ราย เพราะพบว่าทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงเส้นทางทางการเงิน แต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับตำรวจทั้ง 15 รายด้วย ต้องมีการชี้แจงกันเป็นรายๆไป หากไม่มีส่วนพัวพันก็จะมีคำสั่งกลับมาปฏิบัติงานในตำแหน่งเดิม” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าว ด้านนายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงกรณีข้าราชการศาลยุติธรรมพัวพันคดีดังกล่าวว่า ทุกคนต่างรู้ว่าในสำนักงานศาลไม่เคยปกป้องคนที่ทำไม่ถูก โดยได้ดำเนินการตรงไปตรงมาตลอดเพื่อรักษาชื่อเสียงองค์กรไว้ทั้งหมด แต่เราไม่ได้อยากมาบอกว่าเราทำอะไรไปบ้าง จริงแล้วเราทำก่อนคนอื่นทั้งหมด เราไม่ช่วยเหลือคนที่ทำผิด หากใครทำอะไรก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำไว้ ตนได้อาศัยอำนาจหน้าที่ของตัวเองดำเนินการทุกอย่างกับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว ส่วนที่มีข่าวว่ามีผู้พิพากษาที่เกี่ยวพันกับเรื่องนี้ลาออก 3 คนก็ไม่เป็นความจริงผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการทางธุรการของสำนักงานศาลยุติธรรม ปรากฏว่าสำนักงานศาลยุติธรรมตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและสอบสวนวินัยแล้วทุกขั้นตอนตามระเบียบ หลังจากได้เบาะแสมาก่อนที่จะมีการแจ้งข้อกล่าวหา โดยมีการให้ออกข้าราชการไว้ก่อน 2 ราย ส่วนกรณีที่มีการพาดพิงถึงผู้พิพากษาก็ได้ดำเนินการทุกขั้นตอนตั้งแต่ชั้นร้องเรียน ทั้งการสอบสวนข้อเท็จจริง และส่วนที่จะเกี่ยวข้องกับทางวินัยตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมปี 2543 ต่อไป