ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุลท่านผู้อ่านคงจะได้ยินคุณหมอท่านเตือนผู้สูงอายุอยู่บ่อยๆว่าให้ทำ จิตใจสบายๆเข้าไว้ ให้มีอารมณ์ขัน ให้มองโลกในแง่ดี จะได้ ไม่เป็นโรคซึมเศร้าโดยสถิติแล้วผู้สูงอายุมักเป็นโรคซึมเศร้า และนำไปสู่การใช้ชีวิตอย่างเศร้าๆ จนถึงขั้นทำอะไรที่ไม่ควรจะทำอยู่เสมอๆ เห็นได้ชัดเจนในประเทศพัฒนาแล้ว เช่นในสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่นด้วยเหตุนี้ ในฐานะผู้สูงอายุคนหนึ่งและกลัวอย่างยิ่งว่าตัวเองจะ เป็นโรคซึมเศร้า ผมจึงไม่อ่านข่าวการเมืองเลย หมายถึงว่าจะไม่อ่านในรายละเอียด ชำเลืองดูแค่หัวข่าวแล้วก็ผ่านไปอ่านข่าวอื่นๆแทนขนาดแค่อ่านเฉพาะหัวข่าวเท่านั้น ผมก็พอจะจับความได้ว่า การเมืองของประเทศไทยเรายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยไม่มีการปฏิรูปปฏิสังขรณ์ หรือพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นสักเท่าไรนักในกรอบใหญ่ก็ยังแบ่งขั้วกันเหมือนเดิม ยังทะเลาะกันเหมือนเดิม อ่านหัวข่าวแล้วก็ไม่อยากอ่านรายละเอียดอย่างที่ว่านอกจากไม่ค่อยอ่านแล้วผมยังไม่ค่อยเขียนถึงอีกด้วย ดังที่ท่านผู้อ่านที่ติดตามเป็นประจำคงจะทราบอยู่แล้วแต่ที่ต้องเขียนถึงข่าวการเมืองในวันนี้ ก็ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางประการครับ เพราะบุคคลในข่าวการเมืองที่เป็นข่าวพาดหัวใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็นเพื่อนคนหนึ่งของผมผมหมายถึงผลการเลือกหัวหน้าพรรค รวมพลังประชาชาติไทย หรือ รปช. ที่มีต้นกำเนิดมาจากกลุ่ม กปปส. หรือม็อบนกหวีด เมื่อ 4-5 ปีก่อน ที่มีกำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นหัวหน้ากลุ่มนั่นแหละครับผลปรากฏว่าไม่ใช่ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อย่างที่หลายๆฝ่ายคาดไว้ในตอนแรกผู้ที่ได้รับการเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ รวมทั้ง ดร.เอนกเอง ก็หลีกให้ ด้วยความเต็มใจ กลับเป็น “หม่อมเต่า” หรือ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุลผมเป็นเพื่อนคนหนึ่งของ “หม่อมเต่า” ครับ จะบอกว่าเป็น เพื่อนสนิท ก็คงไม่ใช่ แต่ถ้าจะบอกว่า ไม่สนิท ก็ไม่ใช่อีกแหละเราไม่สนิทกันถึงขั้นจะต่อโทรศัพท์คุยกันบ่อยๆ หรือชวนกันไปกินข้าวกินเหล้าบ้างนานๆครั้ง อย่างที่เพื่อนสนิทเขามักนัดกันเชิญชวนกันแต่จะบอกว่าไม่สนิทก็ไม่เชิงนัก เพราะเวลาเจอกันเราก็มักจะขึ้นมึง ขึ้นกู ขึ้นลื้อ ขึ้นอั๊ว ซึ่งเพื่อนที่จะใช้ภาษาในลักษณะนี้ได้ จะต้อง เป็นเพื่อนสนิทเท่านั้นผมรู้จักกับ “หม่อมเต่า” เมื่อปี 2515 หรือเมื่อ 46 ปีที่แล้ว ในฐานะข้าราชการที่ได้รับเชิญไปเข้าอบรมและดูงานด้านการบริหารภาครัฐ ที่ประเทศเยอรมันตะวันตก (ยุคนั้น) ด้วยกันจำได้ว่าคณะของเราใหญ่มาก น่าจะกว่า 20 ท่าน และมีผู้ว่าราชการจังหวัดและข้าราชการกระทรวงมหาดไทยร่วมอยู่ด้วยหลายท่าน เรา 2 คนเป็นเด็กที่สุดของกลุ่ม โดยผมเป็นตัวแทนของสภาพัฒน์ ในขณะที่หม่อมเต่าเป็นตัวแทนกระทรวงการคลังคณะอบรมของเราเป็นข่าวใหญ่มาก พาดหัวหน้า 1 หนังสือพิมพ์ทุกฉบับใน พ.ศ.นั้น เพราะอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดท่านหนึ่งได้เสียชีวิต ขณะเดินทาง (ผู้ว่าฯ วิสิษฐ์ ไชยพร จังหวัดเชียงใหม่)กลับจากเยอรมันเราต่างคนต่างก็แยกไปทำงานในส่วนของตน แต่ก็ยังเจอะเจอกันอยู่เสมอ เพราะกระทรวงการคลังกับสภาพัฒน์จะทำงาน ประสานกันอย่างใกล้ชิดทุกครั้งที่เจอกัน เราก็ยังคงพูดจาขึ้นมึง ขึ้นกู กันอยู่ตลอดหม่อมเต่าที่ผมรู้จัก เป็นคนเก่งคนหนึ่งของประเทศไทย สมดังคำเล่าลือ แต่ก็เป็นคนปากกล้า ขวานผ่าซาก ตรงไปตรงมา บางครั้งอาจพูดจาไม่ค่อยเข้าหูคน จนผมนึกไม่ออกว่าจะเป็นนักการเมืองได้อย่างไรผมจึงรู้สึกเสียวๆที่หม่อมเต่ามาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคนี้ ที่พร้อมจะชนกับพรรคการเมืองเก่าที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาอย่างมากพรรคหนึ่งโดยเฉพาะตัวหม่อมเต่าเอง ดูจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับอดีตหัวหน้าพรรคที่ว่า ที่ประกาศสงครามมาจากต่างประเทศเมื่อ 2 วันที่แล้วอย่างที่บอกน่ะแหละว่า ผมไม่อยากเขียนเรื่องการเมืองเลย เพราะเขียนแล้วกลัวจะเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้นแต่ไหนๆเพื่อนเก่ากระโดดมาเล่นการเมืองทั้งที จะซึมเศร้าหรือไม่เป็นเรื่องของอนาคตเอาเป็นว่า ณ บัดนาว ผมขอแสดงความยินดีและขอต้อนรับ “เพื่อนเต่า” ในฐานะ “เพื่อนเก่า” เข้าสู่เวทีการเมืองไปพลางๆก่อนก็แล้วกัน.“ซูม”