“The man that hath no music in himself, Nor is not moved with concord of sweet sounds, Is fit for treasons, stratagems, and spoils.”“ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก...อีกทั้งฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์”นอกจากวรรคทองประโยคนี้ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ทรงแปลมาจาก The Merchant of Venice หรือวรรณกรรมชื่อดังเรื่อง เวนิสวาณิชทุกวันนี้คุณประโยชน์ของ “ดนตรี” ยังถูกนำไปใช้บำบัดรักษาโรค หรืออาการบางอย่าง ตามหลักการที่เรียกว่า Music Therapyรู้กันมานานแล้วว่า ดนตรีบำบัด คือศาสตร์ของการนำเอาเสียงดนตรี หรือองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้องกับดนตรี มาประยุกต์ใช้เพื่อปรับเปลี่ยนสุขภาพ ร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ของคนเราโดยเฉพาะดนตรีแบบคลาสสิก นอกจากนำมาใช้เพื่อเพิ่มสุนทรียะ ในการฟัง ยังช่วยให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ รวมไปถึง การทำงานของสมองบางด้าน เช่น จังหวะของการหายใจ ความดันโลหิต การตอบสนองของม่านตา ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และ การไหลเวียนของโลหิต เป็นต้นช่วงปี ค.ศ.1750-1900 ซึ่งเป็นยุคทองของ วงดุริยางค์ (orchestra) และ อุปรากร (opera) เครื่องดนตรีหลายชนิดถูกสร้างขึ้น และได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับความประสงค์ของผู้ประพันธ์เพลง และความต้องการของผู้ฟังไม่ว่าจะเป็น ไวโอลิน วิโอลา เชลโล ฮาร์ป ทรัมเป็ต ทรอมโบน ทูบา แซกโซโฟน ฟลุต โอโบ คลาริเน็ต บาสซูน กีตาร์ และ กลองชุด เป็นต้นเครื่องดนตรีเหล่านี้ให้เสียงหลายๆเสียงในชิ้นเดียวกัน และมีวิธีทำให้เกิดเสียงต่างๆด้วยรูปแบบที่ต่างกัน โดยใช้วิธีดีด สี ตี และเป่า เป็นต้นวรชัย ทองไทย นักวิจัยจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า นอกจากคนส่วนใหญ่ทราบดีว่า การฟังดนตรีมีประโยชน์ แต่อาจยังไม่ทราบว่า...การเล่นดนตรีโดยใช้เครื่องดนตรีบางอย่างนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ของคนเรา เพราะนอกจากช่วยให้เกิดการผ่อนคลาย มีสมาธิ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของจิตใจ และหน่วยความจำในสมอง การเล่นเครื่องดนตรีบางชนิดยังช่วย เพิ่มประสิทธิภาพของระบบทางเดินหายใจ ระบบภูมิคุ้มกัน และ เพิ่มประสิทธิภาพประสานการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆในร่างกายเช่น มือกับตา ช่วยพัฒนาทักษะด้านการฟัง การอ่าน และการทำความเข้าใจ เป็นต้นดร.วรชัย บอกว่า งานวิจัยที่ยืนยันถึงการเล่นดนตรี มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของ ระบบทางเดินหายใจ ได้รับการตีพิมพ์ เผยแพร่อยู่ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ (British Medical Journal) โดยระบุไว้ว่าการเล่นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า ดิดเจอริดู เป็นประจำ สามารถช่วยลดอาการนอนกรน และ โรคหยุดหายใจในขณะนอนหลับของคนเราได้อาการนอนกรน เป็นอาการที่บ่งบอกถึงภาวะตีบแคบของทางเดินหายใจส่วนบน เริ่มตั้งแต่จมูก คอ โคนลิ้น และกล่องเสียง ผู้ที่มีอาการ นอนกรนเป็นประจำ เป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งชี้ว่า อาจมีโรคหยุด หายใจในขณะหลับ จากการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนเกิดขึ้นได้ ซึ่งโรคนี้ถ้าไม่ได้รับการรักษา จะทำให้มีอาการอ่อนเพลีย หรือง่วงผิดปกติในเวลากลางวัน ทำให้ประสิทธิภาพการใช้สมองลดลง และเสี่ยงต่ออุบัติเหตุจากการขับรถ หรือทำงานใกล้กับเครื่องจักรนอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์กับโรคต่างๆอีกหลายโรค เช่น ความดันโลหิตสูง ต้อหิน เบาหวาน สมาธิสั้น และสมรรถภาพทางเพศ เสื่อม เป็นต้นย้อนกลับมาที่ ดิดเจอริดู (didgeridoo) หรือ ดิดเจริดู จัดเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านชนิดหนึ่งของชนเผ่าพื้นเมืองอะบอริจิน ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งอาจจะเป็นเครื่องดนตรีที่นับว่ามีอายุเก่าแก่ ที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะมีอายุอย่างน้อยถึง 1,500 ปี โดยมีหลักฐานว่า พบเครื่องดนตรีชนิดนี้ครั้งแรกที่บริเวณ Arnhem Landอาจารย์วรชัยบอกว่า ดิดเจอริดูเป็นเครื่องดนตรีแบบง่ายๆที่ ทำมาจากท่อนไม้ ลักษณะคล้ายกับไม้ไผ่ลำโต มีความยาวประมาณ 1-3 เมตรเล่ากันว่า มันมีวิวัฒนาการมาจากกิ่งไม้ในป่า ที่ถูกปลวกแทะจนเป็นรูตรงกลาง เครื่องดนตรีชนิดนี้จึงได้รับการขนานนามอีกอย่างว่า “ทรัมเป็ตไม้” หรือ Wood Trumpet และถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เดียวกันกับเครื่องเป่าที่ทำมาจากทองเหลือง ดร.วรชัย บอกว่า การเล่นเครื่องดนตรีประเภทนี้ จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อส่วนบนของระบบทางเดินหายใจคนเรามีความแข็งแรงขึ้น ซึ่งจะทำให้ช่องทางเดินหายใจของผู้เล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้ เปิดอยู่ตลอดเวลา แม้ในขณะที่นอนหลับอย่างไรก็ตาม การเพิ่มความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อส่วนนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เล่นจะต้องเรียนรู้เทคนิคการเล่น ที่เรียกว่า การหายใจแบบหมุนเวียน (circular breathing) ด้วยเท่านั้น“การหายใจหมุนเวียน เป็นการหายใจเข้าทางจมูก โดยนำลมบางส่วนไปเก็บไว้ในกระพุ้งแก้ม ขณะเดียวกัน ต้องเป่าลมที่เก็บไว้ในกระพุ้งแก้มออกทางริมฝีปาก พร้อมกับหายใจออก วิธีนี้จะทำให้การหายใจเข้า-ออก เป็นไปอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ”เครื่องดนตรีไทยประเภทปี่และขลุ่ยของไทยเรา ก็มีวิธีเป่าในลักษณะใกล้เคียงกัน นั่นคือ ต้องใช้ลมที่เป่าออกมาจากกระพุ้งแก้ม ติดต่อกันยาวนานโดยไม่หยุดหายใจ เพื่อทำให้เสียงปี่ หรือขลุ่ยดังยาวนานต่อเนื่อง ซึ่งเรียกวิธีเป่าเช่นนี้ว่า “การระบายลม”กลับมาที่ “ดิดเจอริดู” มีลักษณะเป็นท่อกลวงทึบ (ไม่มีรู) มีความยาวระหว่าง 1-3 เมตร ส่วนใหญ่จะยาวประมาณ 1.2 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 ซม.วรชัยบอกว่า เครื่องดนตรีชนิดนี้ ใครก็สามารถทำขึ้นมาเองได้ด้วยท่อพีวีซี โดยสามารถสืบค้นทั้งวิธีทำ และวิธีเล่น ได้จากทางอินเตอร์เน็ต“ใครที่เป็นโรคนอนกรน หรือโรคหยุดหายใจเวลานอนหลับ จึงน่าที่จะหัดเล่นดิดเจอริดูเพื่อรักษาโรคที่ว่า”เมื่อปีที่แล้ว รางวัลอีกโนเบล สาขาสันติภาพ ซึ่งเป็นรางวัลที่มีขึ้นจากการนำเรื่องราวชิลๆ หรือขำๆ แต่ทำให้ได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ จึงได้มอบรางวัลนี้ให้แก่ Milo Puhan, Alex Suarez, Christian Lo Cascio, Alfred Zahn, Markus Heitz และ Otto Braendli นักวิจัยชาวสวิส แคนาดา เนเธอร์แลนด์ และอเมริกันซึ่งคนเหล่านี้ได้สาธิตให้เห็นว่า การเล่น “ดิดเจอริดู” อย่าง สม่ำเสมอ เป็นวิธีรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับ และโรคนอนกรน ที่ได้ผล.