...ชาวโลกท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ รูปแบบการเดินทางส่วนใหญ่ใช้ “เครื่องบินโดยสาร” อุตสาหกรรมการบินประเมินภายในปี 2579 หรือ 18 ปีข้างหน้า ตัวเลขนักท่องเที่ยวใช้บริการเครื่องบินเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 1 เท่าตัว คือเฉลี่ยปีละถึง 7,800 ล้านรายเศรษฐกิจโลกโดยรวมปรับตัวดีขึ้น ชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น ถี่ขึ้นและเดินทางไกลมากขึ้น นักวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจในออสเตรเลีย ระบุอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเติบโตเร็วกว่าภาคธุรกิจอื่นหลายสาขา ส่วนนักวิจัยสิ่งแวดล้อมกำลังห่วงกังวลสถานการณ์การใช้เครื่องบินโดยสารเดินทางกันอย่างมากมาย ยิ่งก่อผลกระทบถึงสภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทำลายชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มขึ้นอีกมาก จากที่เคยประเมินกันอยู่ที่ 4 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มเป็น 8 เปอร์เซ็นต์หลายสิบปีก่อน การเดินทางด้วยเครื่องบินไม่ถูกมองเพ่งเล็งก่อผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อนมากนัก เพราะนักเดินทางท่องเที่ยวส่วนใหญ่และชาติผู้ก่อผลกระทบต่อสภาพอากาศโลกร้อนมากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา ตามด้วยกลุ่มชาติร่ำรวยแถบตะวันตกเกือบทั้งหมด 10 อันดับ รวมถึงเยอรมนี แคนาดาและอังกฤษแต่ปัจจุบันการเดินทางท่องเที่ยวด้วยเครื่องบินเปลี่ยนกลุ่มผู้โดยสารส่วนใหญ่มากที่สุดอันดับ 1 ยังคือสหรัฐฯ ส่วนอันดับ 2, 3, 4, 5 คือจีน อินเดีย เม็กซิโก และบราซิล ตามลำดับ ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รวมถึงการอาศัยโดยสารเครื่องบินเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวถูกชี้ชัดว่าก่อผลกระทบถึงสภาพความเปลี่ยนแปลงชั้นบรรยากาศโลกร้อนขึ้นมากถึง 1 ใน 4 ของการก่อผลกระทบเพิ่มอัตราโลกร้อนทั้งหมดสนธิสัญญาแก้ปัญหาโลกร้อน “ปารีส ปี 2015” ไม่ได้นับรวมถึงอุตสาหกรรมการบินหรือการท่องเที่ยวอยู่ภายใต้ความเกี่ยวข้องหรือปัจจัยก่อสภาพอากาศโลกร้อนแต่บัดนี้ไม่ใช่แล้ว นักวิจัยชาติตะวันตกเปิดเผย “วัฏจักร” งานวิจัยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรมการบินและความเกี่ยวข้องธุรกิจการท่องเที่ยวตลอดช่วง 5 ปีนับจากช่วงปี 2552 ก่อให้เกิดก๊าซทำลายชั้นบรรยากาศโลกมากถึงราว 4,500 ล้านตัน ส่งผลให้เกิดการเรียกร้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางด้วยเครื่องบินของชาวโลกให้ลดลง หาไม่แล้วต้องปรับเพิ่มค่าโดยสารนำไปสนับสนุนกระบวนการกำจัดมลภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ตัวอย่างเฉพาะเที่ยวบินจากนครซิดนีย์ออสเตรเลียไปกรุงลอนดอนเมืองหลวงอังกฤษ ต้องมีค่าใช้จ่ายภาษีเพิ่มเฉลี่ย 425 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.4 หมื่นบาท...อานุภาพ เงินกระแชง