“วันหนึ่งๆพระสงฆ์ท่านทำอะไรบ้าง?” หนึ่งในกระทู้สนทนาที่ถูกโพสต์เปิดหัวเรื่องเชิงตั้งคำถามเอาไว้ในเว็บไซต์พันทิปปักหมุดหมวด “วัด”เห็นพุทธศาสนิกชนคนไทยพูดถึง “พระสงฆ์” ในแง่มุมไม่ดี แง่มุมจับผิด รู้สึกสะเทือนใจ บางคนตั้งกระทู้ถาม พระดูหนังอาบัติไหม พระเล่มคอมพ์อาบัติไหม ที่เลวร้ายไปกว่านั้น...พระบางท่านอาบัติแต่ยังไม่ขาดจากความเป็นพระ คือยังมีศีล 227 อยู่ เพียงแต่ขาดตกบกพร่องในศีลแต่คนส่วนใหญ่ที่ถือศีล 5 ยังไม่สมบูรณ์ กลับไปด่า ไปวิจารณ์ท่าน รู้สึกว่า...ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป สักวันประเทศไทยจะเหมือนอินเดีย คือ ไร้ศาสนาพุทธเจ้าของโพสต์ยังบอกอีกว่า สมัยผมเรียน เคยได้ยินบ่อยๆว่า ต่อไปพระอาทิตย์จะขึ้นทิศตะวันตก หมายความว่า “พระพุทธศาสนา” จะไปเจริญที่ประเทศทางตะวันตก ส่วนเอเชียเราจะเสื่อม ก็คิดว่าอาจเป็นไปได้ถ้าพุทธศาสนิกชนบางส่วนยังมิจฉาทิฏฐิเช่นนี้...“พระสงฆ์เมื่อบวชเรียนมาแล้ว ภารกิจท่านเยอะครับและพาให้เครียด บางครั้งเห็นท่านรีแลกซ์บ้างจึงเข้าใจ คือ...ผมโตมากับวัด โดยเฉพาะพระที่บวชเรียนไม่ใช่แค่บวชตามประเพณี 7 วัน 15 วัน แล้วลาสิกขา แบบนั้นไม่ค่อยมีหน้าที่อะไรมาก แต่พระที่บวชมาเพื่อเรียนนั้น ทุกๆวันจะต้องเรียนนักธรรมกับบาลี”“นักธรรม” ก็คือธรรมะเบื้องต้น แต่ก็ไม่ได้ง่าย เป็นหลักสูตรตั้งแต่นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก ส่วนใหญ่ใช้เวลาเรียนหลักสูตรละ 1 ปี...3 ปี จึงจะจบ แต่บางองค์ก็ใช้เวลาหลายปีเพราะสอบไม่ผ่าน ปีนึงสอบครั้งเดียว แต่...ที่ยากกว่าคือ “บาลี”เข้าใจกันง่ายๆก็ภาษาพระสวดมนต์นั่นแหละ ยากแค่ไหนถามตัวเองดูว่าเราแปลได้ไหม แต่ที่พระท่านเรียนนั้นถ้าจบหลักสูตร สามารถพูดสนทนา แต่งประโยคเป็นบาลีได้เลยหลักสูตรบาลีก็สอบปีละครั้ง เริ่มจากปีแรก สอบไวยากรณ์บาลี สอบแปล เนื้อหาก็มาจากพระไตรปิฎก มีหนังสือ ตำราไว้ให้อ่าน ปีแรกสอบผ่านเรียกว่า สอบได้ประโยค 1-2 ปีต่อมาก็ได้ประโยค 3ความพิเศษมีว่า ตั้งแต่ประโยค 3 ขึ้นไปจะมีคำว่า “มหา” นำหน้า สมมติว่า...พระสมศักดิ์สอบได้บาลีประโยค 3 ก็จะกลายเป็นพระมหาสมศักดิ์ นอกจากนี้ ยังต้องมีกิจนิมนต์ มีหน้าที่ในวัด ยิ่งพระบวชเรียนที่บวชใหม่ๆ ยิ่งน่าปวดหัว ยิ่งเครียด....ถึงตรงนี้เพียงอยากบอกให้รู้ว่า ถ้าอาบัติเพียงเล็กน้อย บางทีอาจจะต้องมีผ่อนคลายกันบ้างประเด็นนี้น่าจะแตกต่างอยู่พอสมควรกับข่าวร้อนวงการพระ กรณีสาวหมอนวดที่ออกมาแฉพระเถระดังขอมีเพศสัมพันธ์ลึก ถึงขั้นรับเลี้ยงเป็นตัวเป็นตน โดยมีจุดเริ่มมาจากการแอบหนีออกจากวัด แต่งชุดซาฟารีเป็นอาเฮียมาหาใช้บริการนวด แถมขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย เสนอค่าตอบแทน 2-3 หมื่นบาทต่อครั้งที่ว่า อ้างว่า “คลายเครียด” นั้น หลากหลายความเห็นต่อเนื่องติดตาม ทัศนะหนึ่งมองว่าเข้าใจว่าการเจริญสมาธิคลายเครียดได้ดีที่สุด อนึ่ง วันๆพระทำอะไรบ้าง เรียนรู้ได้โดยตรงจากการบวชพระเอง ไม่ต้องเรียนก็ได้ แต่บวชนานๆหน่อย ไม่ใช่ 7 วันเลิก จริงๆแล้วพระมีการมีงานมีหน้าที่เยอะ หน้าที่หลักที่ต้องทำให้ได้ก็คือ ยังจิตให้ถึงปฐมฌาน เพื่อให้ไม่เป็นภิกษุที่ฉันอาหารจากชาวบ้านเปล่าเปิดตำรา “ปฐมฌาน” หรือ “ปฐมสมาบัติ” เผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์ www.larnbuddhism.com ระบุว่า กำหนดไว้ 5 อย่าง เริ่มจาก วิตก...จิตกำหนดนึกคิด โดยกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ว่าหายใจเข้าหรือออก ถ้าใช้คำภาวนาก็รู้ว่าเราภาวนาอยู่ คือภาวนาไว้มิให้ขาดสาย ถ้าเพ่งกสิณก็กำหนดจับภาพกสิณอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้เรียกว่า “วิตก” ถัดมาวิจาร ถ้ากำหนดลมหายใจก็ใคร่ครวญกำหนดรู้ไว้เสมอว่า เราหายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้าออกยาวหรือสั้น หายใจเบาหรือแรง ในวิสุทธิมรรคท่านให้รู้กำหนดลมสามฐานคือ หายใจเข้า ลมกระทบจมูก กระทบอก กระทบศูนย์เหนือสะดือนิดหน่อย หายใจออก ลมกระทบศูนย์ กระทบอก กระทบจมูกหรือริมฝีปากถ้าภาวนา ก็กำหนดรู้ไว้เสมอว่า เราภาวนาถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ประการใด“ถ้าเพ่งภาพกสิณก็กำหนดหมายภาพกสิณว่า เราเพ่งกสิณอะไร มีสีสัน วรรณะเป็นอย่างไร ภาพกสิณเคลื่อนหรือคงสภาพ สีของกสิณเปลี่ยนแปลงไปหรือคงเดิม ภาพที่เห็นอยู่นั้นเป็นภาพกสิณที่เราต้องการ หรือภาพหลอนสดแทรกเข้ามา ภาพกสิณเล็กหรือใหญ่ สูงหรือต่ำ ดังนี้เป็นต้นเรียกว่า...วิจาร”สาม...“ปีติ” ความชุ่มชื่นเบิกบานใจมีเป็นปกติ สี่...ความสุขเยือกเย็นเป็นความสุขทางกายอย่างประณีต ซึ่งไม่เคยมีมาในกาลก่อน และสุดท้าย...“เอกัคคตารมณ์” มีอารมณ์เป็นหนึ่ง คือตั้งมั่นอยู่ในองค์ทั้ง 4 ประการนั้นไม่คลาดเคลื่อน“เสี้ยนหนาม” หรือ “ศัตรู” ตัวสำคัญของปฐมฌานได้แก่เสียง เสียงเป็นศัตรูที่คอยทำลายอารมณ์ปฐมฌาน ถ้านักปฏิบัติทรงสมาธิอยู่ได้ โดยไม่ต้องระแวงหวั่นไหวในเสียง คือไม่รำคาญเสียงที่รบกวนได้ก็แสดงว่าท่านเข้าถึงปฐมฌานแล้ว ข้อที่ไม่ควรลืมก็คือ ฌานโลกีย์นี้เป็นฌานระดับต่ำ เป็นฌานที่ปุถุชนคนธรรมดาสามารถจะทำให้ได้ถึงทุกคน เป็นฌานที่เสื่อมโทรมง่าย หากจิตใจของท่านไปมั่วสุมกับนิวรณ์ 5 ประการอย่างใดอย่างหนึ่งเข้าแม้แต่อย่างเดียว ฌานของท่านก็จะเสื่อมทันที ต่อว่า...เมื่อไรท่านขับนิวรณ์ไม่ให้เข้ามารบกวนจิตใจได้ ฌานก็เกิดขึ้นฌานจะเสื่อมหรือเจริญก็อยู่ที่นิวรณ์ ด้านนิวรณ์ไม่ปรากฏจิตว่าง จากนิวรณ์จิตก็เข้าถึงฌาน ถ้านิวรณ์มารบกวนจิตได้ ฌานก็จะสลายตัวไป...ฌานตั้งแต่ฌานที่ 1 ถึงฌานที่ 8 มีสภาพเช่นเดียวกัน คือต้องระมัดระวังนิวรณ์ไม่ให้เข้ามายุ่ง แทรกแซงเหมือนกัน นิวรณ์ 5 อย่าง คือ กามฉันทะ ความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสอันเป็นวิสัยของกามารมณ์...พยาบาท ความผูกโกรธ จองล้างจองผลาญ...ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน ในขณะเจริญสมณธรรม ...อุทธัจจกุกกุจจะ ความคิดฟุ้งซ่านและความรำคาญหงุดหงิดใจ ...วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในผลของการปฏิบัติ ไม่แน่ใจว่าจะมีผลจริงตามที่คิดไว้หรือไม่เพียงใดอีกหนึ่งในทัศนะส่วนตัวปิดท้ายที่เอ่ยออกตัวว่าผิดพลาดประการใด กระทบต่อใครก็ขออโหสิกรรมไว้ ณ ที่นี้ด้วย จากการเรียนรู้และปฏิบัติมากิจของสงฆ์ “คันถธุระ” และ “วิปัสสนาธุระ” บวชต่างจังหวัด 04.00 น. ตื่นนอน ทำวัตรสวดมนต์ ถึงประมาณตีห้าแล้วก็เดินจงกรมนั่งสมาธิ 06.00 น. ออกบิณฑบาต จัดเตรียมอาหารฉันเช้า 08.30 น. ซักจีวร ทำความสะอาดที่พัก 09.00 น. เรียนหนังสือ ธรรมศึกษาชั้นตรี 11.00 น. ฉันเพล12.00 น. เวลาพัก ส่วนมากจะเดินจงกรม นั่งสมาธิ 15.00 น.กวาดลานวัด ล้างห้องน้ำ ช่วยงานภายในวัด 18.00 น. ทำวัตรเย็น สวดมนต์ 21.00 น. เข้านอน เป็นแบบนี้เป็นปกติทุกวัน แต่บางวันจะมีการนิมนต์ไปสวดที่บ้าน บางวันมีฉันเพลก็ต้องเลิกเรียนก่อน บางวันมีศพก็ต้องเข้านอนช้ากว่าปกติ...เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของโยมที่นิมนต์“เรากำลังที่จะเดินตามรอยของพระพุทธเจ้า ลดการทำมาหากิน ลด ละ เลิกกิเลสทั้งปวง แต่อย่าลืมว่า พระก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่ยังมีกิเลส ยังมีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ต้องการที่จะหลุดพ้นออกจากกิเลส บางคนก็ทำได้มากได้น้อย แต่มันก็ยังคงอยู่ในทางสายเดียวกับที่เรากำลังเดิน เพียงแต่ท่านต้องมีอะไรมากำหนดคือศีล ข้อวัตรปฏิบัติที่ต่างจากคนทั่วไปเท่านั้นเอง...ห่มผ้าแล้วไม่ได้ว่าจะบรรลุไปทุกคน จงเข้าใจตรงนี้ด้วย”สังคมต้องเข้าใจ ช่วยกัน...พระไหนดีเราก็ทำบุญ พระดีๆมีเยอะไป ส่วนอะไรที่ไม่ถูกไม่ควรเราก็นิ่งตามหลักพุทธ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม.