ก็เชื่อกันอยู่ว่า ไทยเราได้วัฒนธรรมจากอินเดีย เชื่อว่าเราได้วันสงกรานต์ หรือวันปีใหม่แบบไทยๆ มาจากอินเดีย แต่ในอินเดียจริงๆ วันสงกรานต์และวันปีใหม่...เป็นคนละเรื่องกันไปเลย“กาญจนาคพันธุ์” เขียนไว้ใน “คอคิดขอเขียน” ชุดที่ 3 (สำนักพิมพ์รวมสาส์น พ.ศ.2514) ว่า ในอินเดีย ระหว่างวันที่ 12-13 เดือนมกราคม มีพิธีหนึ่ง เรียก “มกรสงกรานต์”สองวันในเดือนมฤคเศียร คือเดือนอ้าย หรือเดือนปุษยะนี้ วันแรกคนฮินดูจะเอางามาบดทาตัว เอางากวนกับน้ำตาลทำขนม แจกญาติพี่น้องมิตรสหาย เอาหม้อ น้ำตาล งา เปรียง เสื้อผ้า ช้างม้าวัวควาย ฯลฯ บริจาคให้พราหมณ์วันที่สองขณะชายฮินดูไหว้พระอาทิตย์ หญิงฮินดูตื่นก่อนอาทิตย์ขึ้น แต่งตัวหวีผมแล้วแจกหมากพลู เครื่องเทศ ให้ญาติหญิงและหญิงอื่นๆ (เว้นหญิงม่าย) เคี้ยวอ้อย ชำระฟัน แล้วกินหมากตกบ่าย ก็จะออกเยี่ยมญาติพี่น้อง มีงาและน้ำตาลติดมือไปเป็นของขวัญ แล้วพูดว่า “ขอได้รับงากับน้ำตาลไว้ แล้วปราศรัยคำอ่อนหวานแก่เราเถิด” พูดจบ ถ้าเป็นคนเสมอกันก็กอดกัน ถ้าอ่อนแก่กว่ากันก็คำนับกันสงกรานต์เดือนมกราคมของอินเดีย มีเรื่องเจ็ดเทพธิดา นำศีรษะของบิดาออกแห่เวียนเทียนเหมือนของไทยแต่ในเรื่องนี้ ไม่มีสิ่งบ่งชี้ เป็นวันปีใหม่“กาญจนาคพันธุ์” ค้นเรื่องวันปีใหม่...ก็พบในพิธีที่เรียกว่า “วรรษปรติปทา” ทำกันในเดือนมีนาคม-เมษายน ตรงกับเดือนเจตร คือเดือน 5วันนี้คนฮินดูจะชักธงทำด้วยไหมติดแถบทองขึ้นบนเสาสูง ยอดเสามีปุ่มเป็นเงินหรือทองเหลืองรูปดอกบัวตูม ห้อยพวงมาลัย มีการบวงสรวงสังเวยธงและกินเลี้ยงกัน ทักทายปราศรัยกันด้วยถ้อยคำไพเราะเด็กไปไหว้ผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่อวยพรเด็กสิ่งสำคัญคือในงานกินเลี้ยง ทุกคนต้องกินใบนิ่ม หรือใบสะเดาอ่อน 2-3 ใบ เชื่อกันว่า จะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ตลอดปี (สะเดา ชาวฮินดูเชื่อว่าเป็นต้นไม้พระอิศวร ใช้น้ำมันรักษาโรคเรื้อนและโรคผิวหนังต่างๆ)ความเชื่อว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ ก็เชื่อตามเจ้านายที่เป็นกษัตริย์ครองแคว้นอินเดียตอนใต้ พระเจ้าศาลิวาหนะก่อนหน้านั้น กษัตริย์อินเดียใต้ เป็นศัตรูคู่สงครามกับกษัตริย์แคว้นอินเดียเหนือ พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ผู้ครองแคว้นมาลวะ คนไทยคงคุ้นๆอยู่บ้าง ถ้าเคยอ่านนิทานเวตาลพระเจ้าวิกรมาทิตย์ใช้ฤกษ์พระรามรบชนะทศกัณฑ์ ทำพิธีราชาภิเษกเมื่อพระอาทิตย์สถิตราศีตุลคือเดือนตุลาคม เริ่มตั้งศักราชใหม่ในเดือนตุลาคมต่อมาพระเจ้าวิกรมาทิตย์ รบแพ้พระเจ้าศาลิวาหนะ สิ้นพระชนม์ในสนามรบ พระเจ้าศาลิวาหนะจากอินเดียใต้ ก็เริ่มต้นใช้ กำหนดปีตามสุริยคติ ตั้งศักราชใหม่ เรียก “ศักราชสังวัต” (ไทยเราก็เอามาใช้ เรียกมหาศักราช)ทางดาราศาสตร์ดึกดำบรรพ์ นับราศีเมษเป็นราศีหนึ่ง จึงเริ่มวันปีใหม่ในเดือนเมษายนมานับแต่นั้นอ่านแล้วพอแยกแยะได้ วันสงกรานต์กับวันปีใหม่ของอินเดีย แยกเป็นสองวาระ แม้บรรยากาศจะเป็นงานเฉลิมฉลอง รู้รักสามัคคีคล้ายๆกันส่วนของไทย เคยใช้ “ฤดูเดือนห้าหน้าคิมหันต์ พวกมนุษย์สุดสุขสนุกครัน ได้ดูวันพิศวงเมื่อสงกรานต์” มานาน เพิ่งมาเปลี่ยนในสมัยท่านผู้นำ จอมพล ป.เปลี่ยนวันปีใหม่เป็น 1 มกราคม เมื่อเริ่มปี 2484 เป็นเหตุให้ปีนั้น ปี 2483 หดหายไปสามเดือนเรื่องของอำนาจ ก็เป็นเช่นนี้ จะเปลี่ยนศักราช จะเริ่มต้นวันปีใหม่ กระทั่งจะกำหนดวันเลือกตั้ง จะลากหรือจะเลือกตั้ง ไปแค่ไหนอย่างไร ก็ทำได้ทั้งนั้นพวกออเจ้าจะสงสัย ข้องใจกันอะไรนักหนาเล่า.กิเลน ประลองเชิง