ดร.ลิงค์ - ยุวดีในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สยามพัฒนาไปไกลอย่างก้าวกระโดด หลังการเปิดประเทศให้ชาวต่างชาติได้เข้ามาค้าขายคึกคักเป็นครั้งแรก โดยหนึ่งในพ่อค้าผมทองที่มีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัวจนมั่งคั่ง ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ก็คือ “แอร์วิน มุลเลอร์” และ “แบร์นฮาร์ด กริม” สองสหายตาน้ำข้าวผู้หลงใหลในสยามประเทศ จนชักชวนกันมาเปิดร้านขายยาเยอรมันแห่งแรกในย่านถนนเจริญกรุง ก่อนจะให้กำเนิดห้างบี.กริม ห้างสรรพสินค้าทันสมัยแห่งแรกของสยามและส่งไม้ต่อให้ลูกหลานได้มีโอกาสรับใช้แผ่นดินไทยมาอย่างต่อเนื่องถึง 6 รัชสมัย โดยมี “ดร.ฮาราลด์ ลิงค์” ทายาทรุ่นที่ 4 เป็นผู้กุมหางเสือนำพาธุรกิจของกลุ่มบี.กริม ก้าวสู่ปีที่ 140 ด้วยความแข็งแกร่ง“เมื่อ 10 ปีก่อน ผมมีโอกาสตามเสด็จฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปงานบุ๊กแฟร์ ที่แฟรงก์เฟิร์ต ตอนนั้น “คุณสุวดี จงสถิตย์วัฒนา” ประธานนานมี บุ๊คส์ แนะนำว่าทำไมผมไม่ทำหนังสือประวัติของ “บี.กริม” โดยออกมาในแนวนวนิยายเชิงประวัติศาสตร์ จากนั้น “คุณสุวดี” ได้แนะนำนักเขียนมือรางวัลคือ “คุณยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง” ให้รู้จัก เราใช้เวลาพูดคุยและศึกษาข้อมูลต่างๆร่วมกัน จนผมมั่นใจว่าเธอคนนี้คือนักเขียนที่จะผูกร้อยเรื่องราวของ “บี.กริม” ให้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยในรูปแบบนวนิยายที่อ่านสนุกและน่าสนใจ”...“ดร.ลิงค์” เปิดใจกับทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐถึงแรงบันดาลใจสำคัญ ที่ลุกขึ้นจัดทำหนังสือ “ฝากไว้ในแผ่นดิน” เพื่อบันทึกประวัติของบี.กริม อย่างสมบูรณ์แบบครั้งแรก โดยมอบหมายนักเขียนมือรางวัลแว่นแก้ว “ยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง” เป็นผู้สร้างชีวิตให้กับหนังสือเล่มประวัติศาสตร์ ตอนได้รับการทาบทามจาก “คุณลิงค์” รู้สึกหนักใจไหมคะยุวดี : จำได้ว่าเดือน ก.พ.2551 ดิฉันได้รับโทรศัพท์จากสำนักพิมพ์นานมีว่า “คุณฮาราลด์ ลิงค์” สนใจจะทำหนังสือประวัติของบริษัทบี.กริม และต้องการให้ออกแนวนวนิยาย ซึ่งเป็นงานเขียนที่ถนัด จึงรับปากว่าจะไปคุยก่อนลงมือเขียน “คุณลิงค์” เน้นย้ำอะไรเป็นพิเศษไหมยุวดี : “คุณลิงค์” ย้ำเสมอว่า เวลาไม่ใช่เรื่องใหญ่ ท่านกำชับตลอด ว่าเอาให้ดี เขียนให้สนุก ให้คนอยากอ่าน ไม่ใช่ทำแล้วเก็บไว้บนชั้นหนังสือ เราทั้งสองจึงเห็นพ้องว่าควรนำเสนอออกมาในแนววรรณกรรมที่เขียนจากเรื่องจริง และควรใส่ความรู้ลงไปให้มากเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านรุ่นใหม่“ฝากไว้ในแผ่นดิน” นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับอะไรดร.ลิงค์ : เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง วัฒนธรรมและการค้า ผ่านตัวอักษรที่อ่านสนุก เพลิดเพลินและได้ความรู้ โดยเฉพาะประวัติการขุดคลองรังสิตของห้างบี.กริม ซึ่งเป็นโครงการชลประทานที่ใหญ่ที่สุดในเอเซียอาคเนย์ในสมัยรัชกาลที่ 5ยุวดี : เปิดเรื่องมาด้วยเรื่องราวของพ่อค้าออสเตรีย “แอร์วิน มุลเลอร์” และเภสัชกรเยอรมัน “แบร์นฮาร์ด กริม” สองสหายต่างชาติ ผู้หลงใหลในสยามประเทศ จนชักชวนกันมาเปิดร้านขายยาเยอรมัน แห่งแรกในย่านถนนเจริญกรุง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาทั้งคู่ได้เริ่มกิจการมากมายบนแผ่นดินสยาม ไม่ว่าจะเป็นการนำยาและสินค้าเยอรมันเข้ามาจำหน่าย, รับทำเหรียญสำคัญๆในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 และยังบุกเบิกการขุดคลองรังสิต แม้หนังสือจะมีความหนาถึง 560 หน้า แต่เชื่อว่าคนอ่านจะสนุกจนวางไม่ลง เพราะชีวิตของผู้ก่อตั้งบี.กริมเต็มไปด้วยสีสันน่าติดตามไม่ต่างจากนวนิยาย ตั้งแต่การจากบ้านไกลข้ามน้ำข้ามทวีปมาแสวงหาโอกาสใหม่ๆในชีวิต ได้พึ่งพิงร่มพระบรมโพธิสมภารพระมหากษัตริย์ไทย กระทั่งชีวิตต้องพลิกผันเผชิญกับความลำเค็ญและชะตาร้ายของสงครามโลกถึง 2 ครั้ง แต่ก็สามารถลุกขึ้นยืนอีกครั้ง และยังคงตั้งมั่นทำธุรกิจในเมืองไทยเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดินจนถึงปัจจุบัน ทำไมต้องใช้เวลาถึง 10 ปี กว่าจะคลอดหนังสือเล่มนี้ยุวดี : บรรทัดสุดท้ายเพิ่งเสร็จเมื่อเดือน ม.ค.2561 (ยิ้ม) ตอนแรกคุยกันว่าใช้เวลา 2 ปี เขียนให้จบ แต่พอลงมือทำจริงๆเป็นไปไม่ได้เลย เพราะข้อมูลสำคัญของครอบครัวและห้างบี.กริม ในรูปของบันทึกมากมายได้สูญหายไปหมด เนื่องจากถูกไฟไหม้ในช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้ง ทุกอย่างจึงต้องเริ่มจากศูนย์ ข้อมูลทางไทยได้จากหอจดหมาย– เหตุแห่งชาติ ส่วนทางเยอรมันก็ต้องใช้เวลาในการแปล สุดท้ายลากมาจน 5 ปี ตอนนั้น บี.กริม ครบรอบ 135 ปี ก็ว่าจะจบแล้ว แต่ก็มีคำถามอีกว่า เอ๊ะมันใช่หรือเปล่า ยังไม่แน่ใจ ก็เลยลากมาจนถึงปีนี้ ได้ฉลองครบ 140 ปี การจะเขียนวรรณกรรมให้มีสีสันกินใจ และยังต้องอิงกับประวัติข้อเท็จจริงของบริษัทบี.กริม ซึ่งเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของสังคมไทยถึง 6 แผ่นดิน จำเป็นต้องใช้เวลาในการค้นคว้าเอกสารอ้างอิงทุกรูปแบบอย่างละเอียดที่สุด กระนั้น การค้นคว้าทางเอกสารเป็นเรื่องสนุก เมื่อได้เจอข้อมูลแปลกใหม่ แต่ก็สนุกไม่เท่ากับการได้ออกดั้นด้นหาข้อมูลจากสถานที่จริง ทั้งในกรุงเทพฯ, เมืองฮัมบูร์กและคลองรังสิตดร.ลิงค์ : เราให้ความสำคัญกับการสืบค้นและรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏอยู่จริงในรูปแบบของภาพถ่าย สิ่งพิมพ์และเอกสารอ้างอิงต่างๆ ทั้งจากห้องเก็บเอกสารประวัติของบี.กริม, หอจดหมายเหตุและห้องสมุดต่างๆ ข้อมูลอีกส่วนยังได้มาจากคำบอกเล่าของสมาชิกในหลายๆครอบครัวที่เคยเกี่ยวข้องกับบี.กริม ทั้งในประเทศไทยและเยอรมนี “คุณยุวดี” ใช้เวลารวบรวมและศึกษาข้อมูลมากมายเหล่านี้แบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องไม่ผิดพลาด ยังมีอุปสรรคความยากอยู่ตรงไหนอีกยุวดี : ด้วยความที่เราทำหนังสือบันทึกประวัติ จึงจำเป็นต้องหาเหตุผลให้กับเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นจริง ขณะเดียวกันก็ต้องอยู่ในกรอบที่ยอมรับได้ด้วย เช่น ตอนที่ห้างบี.กริม ต้องย้ายออกจากทำเลเดิมตรงปากคลองตลาด เราต้องการคำตอบว่าทำไมจึงย้าย ก็ต้องค่อยๆหาเอกสารอ้างอิงและต่อจิ๊กซอว์จนพบว่าปีที่ต้องย้ายนั้นครบ 30 ปี ที่ห้างเปิดทำการ ฉะนั้นน่าจะเป็นเพราะสัญญาเช่ามีอายุ 30 ปี เมื่อครบกำหนดแล้วเจ้าของที่ดินไม่ต่อสัญญาให้ ขณะเดียวกัน ก็ต้องใส่สีสันให้นวนิยายน่าติดตามอ่าน เช่น การใส่สีสันเรื่องลางบอกเหตุถึงความตายของ “แบร์นฮาร์ด กริม” หรือบทโศกกับความตายของ “แม่จีน” ภรรยาชาวไทยของ “แอร์วิน มุลเลอร์” หรืออย่างตอนที่สองหุ้นส่วนก่อตั้งบี.กริม เปิดร้านยาครั้งแรก ในปี 1878 ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการที่กิจการของบี.กริมเจริญรุ่งเรืองมายาวนานถึง 140 ปี ย่อมมีเหตุผลดีๆสนับสนุน นั่นก็คือมีฤกษ์ดีวันเปิดร้าน ว่าแล้วจึงไปเปิดปฏิทินร้อยปีค้นหาวันดีในปีนั้นและระบุให้เป็นวันเปิดร้านซะเลย อีกหนึ่งปัญหาใหญ่คือการตรวจทานต้นฉบับก่อนพิมพ์ ซึ่งน่าหนักใจกว่าการเขียนงานซะอีก เพราะมีปัญหาละเอียดยิบกับพระนามของเจ้านายในอดีตและสถานที่ ซึ่งเขียนต่างกับในปัจจุบันมาก โดยเฉพาะคำที่ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติไว้ขัดกับความคุ้นชินคนทั่วไป การถอดเสียงภาษาอื่นและไวยากรณ์ไทย สุดท้ายต้องยึดหลักการเขียนพระนามเจ้านายและพระยศตามแต่ละยุคสมัยในเนื้อเรื่อง ทั้งยังสะกดชื่อตามเอกสารเก่าที่ค้นคว้ามา ซึ่งหลายฉบับเขียนไม่ตรงกัน ภายในเนื้อเรื่องจึงมีการสะกดชื่อหลายแบบ ทว่าทั้งหมดล้วนแต่มีหลักฐานอ้างอิง “คุณลิงค์” พอใจกับผลงานที่ออกมาขนาดไหนดร.ลิงค์ : ยิ่งกว่าคำว่าพอใจครับ นี่คือของขวัญที่ดีที่สุดในการฉลองครบรอบ 140 ปี ความสำเร็จของบี.กริม ในการดำเนินกิจการภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของแผ่นดินไทยและได้มีโอกาสรับใช้ประเทศไทยมาถึง 6 รัชสมัย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณจากราชวงศ์ไทยที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จและอยู่ยืนยงจนถึงปัจจุบัน ผมหวังว่า ผู้อ่านทุกท่านจะได้เพลิดเพลินและได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ โดยรายได้ไม่หักค่าใช้จ่ายจากการจำหน่ายหนังสือ จะนำเข้าสนับสนุนโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยแห่งประเทศไทย ในมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.ทีมข่าวหน้าสตรี