“บลูคาร์บอนโซไซตี้” ตัวช่วยโลกให้รอดพ้นภาวะโลกร้อนจัดเป็นคู่รักที่มีหัวใจเดียวกัน ดร.ชวัลวัฒน์ อริยวรารมย์ และ ทิพพาภรณ์ เจียรวนนท์ อริยวรารมย์ ได้เข้ามามีบทบาทต่อสังคม ในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยการร่วมกันก่อตั้ง “บลูคาร์บอนโซไซตี้” (Blue Carbon Society) องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร แต่ต้องการสร้างความตระหนักแก่คนในสังคม และการเรียนรู้ร่วมกัน ถึงความสำคัญของ “ท้องทะเล และชายฝั่ง” เพื่อปกป้องโลกใบนี้ ให้มีธรรมชาติที่สวยงาม น่าอยู่สืบไป โดยได้เปิดตัว “บลูคาร์บอนโซไซตี้” อย่างเป็นทางการ พร้อมการเปิดตัวภาพยนตร์สารคดีดังระดับโลกจากบีบีซี ที่จัดฉายในประเทศไทยโดยมงคลเมเจอร์ “Earth : One Amazing Day” ณ โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย รอยัล แกรนด์เธียเตอร์ ชั้น 6 สยามพารากอน เมื่อวันก่อน มร.มาร์ติน ฮาร์ท–แฮนเซ่น ร่วมยินดีกับผู้บริหารหัวใจบลูคาร์บอน “ทิพพาภรณ์–ดร.ชวัลวัฒน์ อริยวรารมย์”.ดร.ชวัลวัฒน์ หรือ “คุณแตน” อธิบายถึงบลูคาร์บอน หรือคาร์บอนสีน้ำเงินว่า คือตัวช่วยให้โลกรอดพ้นจากภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และภาวะโลกร้อนได้ โดยใช้ศักยภาพของท้องทะเลในการเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ผ่านองค์ประกอบหลักของระบบนิเวศทางทะเล และชายฝั่ง อาทิ ป่าชายเลน หญ้าทะเล และที่ลุ่มน้ำเค็ม ทำหน้าที่เสมือน “เครื่องฟอกอากาศของโลก” แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่นัก แต่เป็นเรื่องที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ เพราะเวลานี้กรีนคาร์บอนหรือป่าไม้ ที่เป็นปอดของโลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ เนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่า นักวิทยาศาสตร์จึงหันไปให้ความสนใจกับบลูคาร์บอน และพบว่า บลูคาร์บอนมีศักยภาพในการเก็บกักคาร์บอนได้สูงกว่ากรีนคาร์บอนเสียอีกสำหรับแรงบันดาลใจที่ให้ลุกขึ้นมาก่อตั้ง “บลูคาร์บอนโซไซตี้” ดร.ชวัลวัฒน์ บอกว่า มาจากคนใกล้ตัวมากๆ คือ “คุณบี-ทิพพาภรณ์” ที่เป็นคนรักสัตว์และเห็นความสำคัญของเรื่องสิ่งแวดล้อม จึงมุ่งหวังให้ “บลูคาร์บอนโซไซตี้” เป็นอีกหนึ่งในสังคมของผู้มีจิตใจดีงาม ร่วมกันปกป้องสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะสัตว์ทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์ อย่างเช่น พะยูน ฯลฯ ในขั้นต้นนี้ “บลูคาร์บอนโซไซตี้” พร้อมเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาเป็นสมาชิก ด้วยการเข้าไปที่เว็บไซต์ Blue Carbon Society จากนั้นจะมีกิจกรรมต่างๆ เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากลายทางชีวภาพให้สิ่งแวดล้อมของประเทศไทยดีขึ้น โอกาสนี้ มร.มาร์ติน ฮาร์ทแฮนเซ่น รองผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย กล่าวในงานเปิดตัว Blue Carbon Soceity ว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ แต่สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดคือ ประเทศไทยทิ้งขยะลงแม่น้ำมากที่สุด ส่งผลให้ขยะไหลลงสู่ทะเล ซึ่งขยะเหล่านั้นมีพลาสติก เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลาวาฬ นอกจากนี้ ผลสำรวจพื้นที่ป่าในประเทศไทย ยังพบว่าในปี 1961 มีพื้นที่ป่าร้อยละ 53 และในปี 2013 พื้นที่ป่าลดลงเหลือเพียงร้อยละ 31 ซึ่งการฟื้นฟูระบบนิเวศของไทยให้กลับมาอุดมสมบูรณ์และสวยงามอีกครั้ง จำเป็นที่จะต้องใช้เงินทุนสำหรับการฟื้นฟูมากกว่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 186,000 ล้านบาท) ซึ่งภาครัฐไม่สามารถแบกรับภาระได้เพียงผู้เดียว จึงจำเป็นต้องมีภาคเอกชน รวมถึงองค์กรต่างๆเข้ามาร่วมฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่ง Blue Carbon Society เป็นหนึ่งตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของภาคเอกชน ที่จะช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยนำความสวยงามของสิ่งแวดล้อมกลับมาในประเทศไทยอีกครั้ง.