พุทธศาสนิกชนชาวไทยและอินเดีย อัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุ ในขบวนพุทธานุภาพ เคลื่อนจากวัดไทยกุสินารา– เฉลิมราชย์ รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย ไปประกอบพิธีสักการะ ณ สาลวโนทยาน.ภาพแห่งความประทับใจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องบนแผ่นดินกำเนิดของ “พระพุทธศาสนา” โดยเฉพาะสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ที่พระพุทธองค์ ทรงประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน ณ ประเทศอินเดีย-เนปาลวันนี้ขอนำเข้าสู่ เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย แผ่นดินแห่งการปรินิพพานของ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า“กุสินารา” หรือ “กุศินคร” เป็นที่ตั้งของสังเวชนียสถานแห่งที่ 4 ในสมัยพุทธกาล เป็นเมืองเอกหนึ่งในสองของแคว้นมัลละ อยู่ตรงข้ามฝั่งแม่น้ำคู่กับเมืองปาวา เป็นที่ตั้งของ “สาลวโนทยาน” หรือป่าไม้สาละ ที่ พระพุทธเจ้า เสด็จดับขันธปรินิพพาน และเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า เจ้ามัลละกษัตริย์ ผู้สืบเชื้อสายผู้ปกครองแคว้นมัลละ นครกุสินารา พร้อม มหาราชินี ประทับรถม้าพระที่นั่งร่วมขบวน. พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมขบวนพุทธานุภาพ. คณะสงฆ์ไทย อินเดีย และชาติต่างๆ จำนวนมาก ร่วมในขบวนพุทธานุภาพ อัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุ สู่พิธีสักการะ ตามราชประเพณีสืบต่อมายาวนานจากสมัยพุทธกาล.“กุสินารา” ตั้งอยู่ที่ ต.กุสินารา อ.กาเซีย จ.กุศินาคาร์ รัฐอุตตรประเทศ ประเทศ อินเดีย เคยเป็นราชธานีนามว่า “กุสาวดี” ของ พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิ์หลัง พระพุทธองค์ ปรินิพพานแล้ว เมืองกุสินารากลายเป็นเมืองสำคัญ ศูนย์กลางแห่งการสักการบูชาของพุทธศาสนิกชน เหล่า มัลละกษัตริย์ ได้สร้างเจดีย์และวิหารเป็นจำนวนมากไว้รอบๆสถูปใหญ่คือ มหาปรินิพพานสถูป ซึ่ง พระเจ้าอโศกมหาราช สร้างไว้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มหาสถูปนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางของปูชนียสถานอื่นๆ ที่สร้างขึ้นมาภายหลังในบริเวณนั้น เช่น วิหารปรินิพพาน ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปปางปรินิพพาน อยู่ภายใน โดยมีซากศาสนสถานโบราณโดยรอบมากมายบนแผ่นดินแห่งการปรินิพพานนี้ เมื่อปี 2537 พุทธบริษัทชาวไทยได้ร่วมใจกันสร้างวัดขึ้นมาบนถนนสายปรินิพพาน อยู่กึ่งกลางระหว่าง “สาลวโน-ทยาน” สถานที่เสด็จปรินิพพาน กับ “มกุฏพันธนเจดีย์” สถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระเพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา เป็นการเฉลิมพระเกียรติการครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษาของ พระบาท สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในดินแดนพุทธภูมิพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อวัดแห่งนี้ว่า “วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์” พระราชทานนามพระพุทธรูปองค์ประธานในพระอุโบสถว่า “พระพุทธสยัมภูญาณ” นายธวัชชัย ทวีศรี ประธานฝ่ายฆราวาส และ นายพงศ์ฤทธิ์ ศรีสมิต นั่งรถยนต์พระราชทานของ เจ้ามัลละกษัตริย์ ร่วมขบวน. อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในขบวนพุทธานุภาพ ในพิธีถวายสักการะพระบรมสารีริกธาตุอย่างอลังการ.ความสำคัญและความทรงคุณค่าของวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ หลังจากคณะกรรมการวัดและพุทธศาสนิกชนชาวไทยได้ดำเนินการจัดสร้าง “พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา” ขึ้นมาอีกโดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมี พระบรมราชวินิจฉัยในการเลือกแบบเจดีย์จากแบบร่างที่สถาปนิกทูลเกล้าฯถวาย และทรงมีพระราชวินิจฉัยเพิ่มเติม โดยได้พระราชทานลายพระหัตถ์ปรับแก้ตัวเรือนธาตุด้วยภายใน พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา นี้ เป็นที่ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุ และ เส้นพระเจ้าที่พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานบริเวณใกล้เคียงกันยังมีพระบรมรูปของ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่จัดสร้างขึ้นเป็นแห่งแรกของโลก หล่อด้วยบรอนซ์ ขนาดความสูง 2.30 เมตร น้ำหนักประมาณ 2 ตัน ประดิษฐานอยู่ พระราชโอรส และ พระราชธิดา ของ เจ้ามัลละกษัตริย์ ประทับรถม้าพระที่นั่งตามเสด็จในขบวนพุทธานุภาพ. ขบวนพุทธศาสนิกชนจากประเทศไทยที่ไปร่วมพิธีสักการะ พระบรมสารีริกธาตุ เป็นที่ตื้นตันใจแก่ทุกคน.จากการที่สังเวชนียสถานของการปรินิพพาน เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุที่ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานเสด็จ นิวัตสู่แดนพุทธภูมิ สาธารณรัฐอินเดีย โดยประดิษฐานอยู่ในพระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธาเมื่อปี พ.ศ.2553 วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ จึงได้ดำเนินการจัดให้มีพิธีสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-28 ก.พ. เป็นครั้งที่ 9 ของการจัดงานสำคัญนี้ตั้งแต่เริ่มจัดให้มีการสมโภช เพื่อให้ชาวพุทธได้มีโอกาสสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุดังราชประเพณีที่มีมาช้านานอย่างใกล้ชิดนี้ ได้บังเกิดความยิ่งใหญ่ความซาบซึ้งใจของชาวพุทธเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องปีนี้มีชาวพุทธจากทั่วโลกจากประเทศไทย และชาวอินเดียในท้องถิ่นไปร่วมงานกันล้นหลามเมื่อวันที่ 23 ก.พ. ตลอดถนนสายปรินิพพานที่ขบวนพุทธานุภาพอันสุดอลังการเคลื่อนผ่าน เพื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ จากวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ไปประกอบพิธียังสาลวโนทยาน ขบวนพลช้าง พลม้า และพลข้าราชบริวาร ร่วมขบวนตามราชประเพณี ตื่นตาตื่นใจแก่ชาวอินเดีย.ที่สำคัญครั้งนี้ เจ้ามัลละกษัตริย์ ผู้สืบเชื้อสายผู้ปกครองแคว้นมัลละ นครกุสินารา พร้อมทั้ง มหาราชินี ราชโอรส ราชธิดา ได้จัดขบวนราชรถเก่าแก่โบราณกว่า 200 ปีจากพระราชวัง มีพลช้าง พลม้า พลข้าราชบริวาร 25 คน เข้าร่วมขบวนแห่ในปีนี้ด้วยเพื่อเป็นการน้อมบูชา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ เมืองกุสินารา ตามแบบ อย่าง เจ้ามัลละกษัตริย์ ที่ได้จัดงานสมโภชพระบรมศพตลอด 7 วัน ก่อนจะ อัญเชิญพระบรมศพไปถวายพระเพลิง ณ มกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีตกาลใน ขบวนแห่พุทธานุภาพ นี้ ได้มีการอัญเชิญเครื่องราชสักการะพระ ราชทาน/ประทาน ของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9, สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ และ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกนอกจากนี้ ในขบวนฯมี พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล และเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร อินเดีย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายธวัชชัย ทวีศรี ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐอินเดีย เป็นประธานฝ่ายฆราวาสพร้อมกันนี้ นายพงศ์ฤทธิ์ ศรีสมิต พ่อเลี้ยงจาก จ.เชียงราย และ นายณรงค์ฤทธิ์ เอี่ยมเจริญยิ่ง ประธานมูลนิธิวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เป็นหัวเรือใหญ่นำทีมชาวพุทธจากไทย ร่วมกับคณะสงฆ์ที่นำโดย พระครูนร-นาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์ ญาณธีโร) ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ จัดงานได้อย่างสมบูรณ์แบบจากวันนี้ไปชาวไทยพุทธไม่ควรพลาดที่จะเดินทางไปสังเวชนียสถาน 4 ตำบล โดยเฉพาะ “กุสินารา” นอกจากได้แสวงบุญแล้ว ที่ วัดไทยกุสินาราฯ ยังมีหนังสือ “มหาชนกสถาน” อันทรงคุณค่าไว้ให้เก็บไปเป็นที่ระลึก และรู้ลึกถึงคำสอนอันเป็นอมตะของพระพุทธองค์ด้วย ขบวนฟ้อนรำจาก จ.เชียงราย ประเทศไทย ร่วมขบวนพุทธานุภาพในพิธีสักการะพระบรมสารีริกธาตุ.ที่สำคัญสุดๆ ของสถานที่แห่งนี้คือ สถานที่ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสเป็นปัจฉิมโอวาทเป็นครั้งสุดท้ายว่า “หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สังขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถาติ”“ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”.เด่นชัย เด่นชัยประดิษฐ์ รายงาน