ตอนวิทยุทรานซิสเตอร์ยังไม่มา เด็กๆรุ่นนั้นวันนี้ก็ 70 ปีขึ้น คุ้นกับข่าวสารการบันเทิงจากวิทยุเครื่องใหญ่ ที่ใช้ถ่านเป็นกระบะ ที่แว่วมาจากบ้านฝากระดานหลังใหญ่ลิเกคณะฉลาด เค้ามูลคดี คนชอบกันมากพอๆกับคณะสุชิน เทวผลิน บุญเชิด ท่วมศิริ เพลงต้นตระกูลไทย ใจท่านเหี้ยมหาญ...ฟังทุกวันเช้าเย็น แต่เพลงที่เปิดบ่อยมาก กลิ่นโคลนสาบควาย ผมฟังตอนเด็กยังไม่ประสา ไม่รู้ว่ามีความหมายลึกซึ้งแค่ไหนหนังสือเล่มใหม่ ไพบูลย์ บุตรขัน อัจฉริยะคีตกวีลูกทุ่งผู้อาภัพ ภาคสมบูรณ์ (สำนักพิมพ์ บีเคเคโปร จำกัด มิ.ย.2560) คุณบุญเลิศ คลายุทธเดช ฝากเพื่อนร่วมรุ่น สปช.มาให้ฟื้นความจำรำลึกความหลัง เสียงชาญ เย็นแข คนร้อง เนื้อร้องสองท่อนแรก อย่าดูหมิ่น ชาวนาเหมือนดั่งตาสี เอาผืนนาเป็นที่ พำนักพักพิงร่างกาย ชีวิตเอย ไม่เคยสบาย ฝ่าเปลวแดดแผดร้อนแทบตาย ไล่ควายไถนาป่าดอนผมเชื่อว่า มีคนรุ่นอายุเจ็ดสิบอีกหลายคน ร้องท่อนต่อไปได้จนจบชีวิตคนนั้นมีราคา ต่างกันแต่ชีวิตชาวนา บูชากลิ่นโคลนสาบควายท่องทำนองของเพลง รวมทั้งเสียงทุ้มๆของชาญ เย็นแข ฟังแล้วเศร้าเหงา ไม่ปลุกใจให้ฮึกหาญ เหมือนเพลงเพื่อชีวิตรุ่นก่อน 14 ตุลาฯคนกับควายของวิสา คัญทัพ หรือเปิบข้าวทุกคราวคำของ จิตร ภูมิศักดิ์เพลงกลิ่นโคลนสาบควาย ครูไพบูลย์ บุตรขัน แต่งเมื่อ ปี 2496 สมัยนั้น กลิ่นอายคอมมิวนิสต์เพิ่งโชยมาอ่อนๆในจำนวน 7 เพลงเกียรติยศแห่งประวัติศาสตร์ ควรค่าแก่การยกย่องเป็นพิเศษ คณะอนุกรรมการดำเนินการคัดเลือก เพลงลูกทุ่งดีเด่นกึ่งศตวรรษ ครั้งที่ 1 คัดเลือกเพลงโอ้เจ้าสาวบ้านไร่ ครูเหม เวชกร ขวัญของเรียม ครูพรานบูรพ์ ต้อนกระบือ ทำนอง ม.ล.พวงร้อย อภัยวงศ์ เนื้อร้อง พระยาโกมารกุลมนตรี บ้านไร่นาเรา ทำนอง พระเจนดุริยางค์ เนื้อร้อง ขุนวิจิตรมาตราเพลงค่าน้ำนม เพลงกลิ่นโคลนสาบควาย ครูไพบูลย์ บุตรขัน เพลงแม่พิมพ์ของชาติ ครูสุเทพ โชคสกุลครูไพบูลย์ได้ไปถึงสองเพลงถ้าจะเขียนชื่อรางวัลที่ครูไพบูลย์ได้รับ พื้นที่หน้านี้เขียนไม่หมด ที่ผมนึกไม่ถึง เมื่อมีการประกวดนาฏดนตรีค้านคอมมิวนิสต์ ครั้งแรก พ.ศ.2493 ครูไพบูลย์ นามปากกาตรีบูรพ์ ได้ที่ 1 ถ้วยรางวัล จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและเรื่องที่ควรเล่าขานเพื่อการจดจำต่อ ก็คือช่วงที่เพลง กลิ่นโคลนสาบควายดังมาก แผ่นเสียงแย่งกันซื้อ วิทยุทุกสถานีแย่งกันเปิด แต่มีปัญหา เงียบหายไปพักใหญ่กรมโฆษณาการ แก้เกี้ยว ไม่ได้สั่งห้าม สถานีมีเพลงประจำเปิดมากอยู่แล้ว จึงลดเพลงกลิ่นโคลนสาบควายลงไปบ้างแต่เรื่องที่เปิดเผยต่อมา ครูไพบูลย์กระซิบคนใกล้ตัว ไม่เพียงเนื้อเพลงจะออกไปทางปลุกเร้าชาวนา เข้าตานักต่อต้านคอมมิวนิสต์ เนื้อเพลงท่อนแรก “อย่าดูหมิ่นชาวนา เหมือนดั่งตาสี”ไปกระทบใจท่านผู้นำโครมใหญ่ เพราะปู่จอมพล ป. ท่านชื่อ “สี”หลังจอมพล ป. ถูกยึดอำนาจลี้ภัยไปต่างประเทศ เริ่มรัฐบาลใหม่ราว พ.ศ.2500 ชาวบ้านจึงได้ฟังเพลงกลิ่นโคลนสาบควายอีกครั้งหนึ่งไม่ว่าจะอยู่ในยุคประกันราคาข้าวหรือจำนำข้าว ชื่อ “ตาสี” กลายเป็นชื่ออมตะของชาวนานับแต่นั้นมา.กิเลน ประลองเชิง