กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศยอมรับนครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงอิสราเอลและให้ย้ายสถานทูตสหรัฐฯไปอยู่เยรูซาเลม ท่ามกลางการคัดค้านของเหล่าผู้นำโลกและการประท้วงต่อต้านรุนแรงในปาเลสไตน์และพื้นที่อื่นๆทั่วโลกล่าสุดเมื่อ 11 ธ.ค. นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล พบหารือนางเฟเดริกา โมเกรินี หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศสหภาพยุโรป (อียู) ที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม ก่อนแถลงข่าวร่วมกัน นายเนทันยาฮู ระบุว่า สิ่งที่ทรัมป์ทำเป็นการนำความจริงวางบนโต๊ะ ด้วยการยอมรับว่าเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลมาแล้ว 70 ปี และเป็นเมืองหลวงของชาวยิวมากว่า 3,000 ปี เปิดโอกาสให้สันติภาพเกิดเป็นไปได้ ไม่ใช่อุปสรรค และหวังว่าอียูจะดำเนินรอยตาม ตอนนี้ สหรัฐฯกำลังพยายามผลักดันแผนสันติภาพฉบับใหม่ จึงควรรอดูและให้โอกาสต่อสันติภาพ แต่ไม่ระบุรายละเอียดอื่นๆด้านนางโมเกรินี เน้นย้ำท่าทีเดิมของอียูที่สนับสนุนแนวทาง 2 รัฐที่ให้เยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของทั้งสองฝ่าย เป็นแนวทางที่ยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหา ก่อนหน้านี้นายเนทันยาฮู พบหารือประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ซึ่งฝ่ายหลังเรียกร้องให้อิสราเอลระงับการสร้างนิคมและให้หันมาร่วมมือกับปาเลสไตน์อีกครั้ง.