มีคนเขียนมาแจ้งเพิ่มเติมกรณีที่มีข่าวเรื่องการ “เบิกเบี้ยประชุม” ของคณะอนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ มีหน้าที่ตรวจสอบข้าราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรที่ทุจริต ประพฤติมิชอบมีคดีที่ยุ่งยากซับซ้อน และสำคัญ ยังไม่เบิกมากมายขนาดนี้กำหนดในระเบียบว่า ห้ามคณะอนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.เบิกได้ไม่เกินเดือนละ 10 ครั้งต่อเดือนหากจำเป็นต้องประชุมมากกว่านั้นเป็นหน้าที่ต้องประชุมไปแต่ไม่มีสิทธิเบิกพอมีข่าวออกมา มีการเลิกเบี้ยเลี้ยงประชุมของ ป.ป.ท.และได้มีการสั่งการเป็นทางการในที่ประชุมแล้วมีมติและสั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยประสานกับ กรมบัญชีกลาง เพื่อสอบทานพฤติกรรมการเบิกงบประมาณแผ่นดินในลักษณะนี้ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการประสานงานของสำนักงาน ป.ป.ท.ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดย ป.ป.ท.เอง ยังคงยืนยันว่าสามารถทำได้เพราะไม่มีในระเบียบคนที่เขียนบอกว่า “จิตสำนึก” ในความโปร่งใสและเสียสละ ควรเป็นคุณสมบัติสำหรับคน ป.ป.ท. เป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้น ในหน่วยงานของรัฐ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีเพียงหน่วยงานเดียวปัจจุบัน ป.ป.ท.เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อ นายกรัฐมนตรี และเลขาธิการ ป.ป.ท. เพิ่งยกระดับในปี 2560 จากระดับ 10 เป็น 11 เทียบปลัดกระทรวงหากยังเป็นแบบนี้ อย่าหวังไปป้องกันปราบปรามการทุจริตให้ได้ผล หรือปลุกจิตสำนึกให้เด็กๆ หรือประชาชนทั่วไป ตราบคนผู้มีหน้าที่คิดได้แค่นี้ เป็นเรื่องยากที่รัฐบาลคิดปราบโกงคนร้องบอกว่า จะช่วยจับตาเป็นเบาะแส เพื่อให้องค์กรที่เป็นของรัฐด้านปราบปรามทุจริตช่วยกันสร้างผลงานเพื่อปกป้องประเทศชาติบอกอีกว่า ถึงเวลาแล้ว ป.ป.ท.ควรมีการปฏิรูปการทำหน้าที่ ปฏิรูปองค์กร ปฏิรูปแนวคิดของคนที่จะทำหน้าที่ และดำรงตนเป็นที่คาดหวังของประชาชนคนทั้งประเทศถ้าไม่ทำเสียแต่วันนี้ ไม่อยากคิด ประเทศไทยไม่มีอนาคตสำหรับความใสสะอาด ได้เลย การป้องกันปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังสำหรับประเทศไทยคงเป็นเพียงวาทกรรมลมๆแล้งๆ.“เพลิงพยัคฆ์”pluengpayak@thairath.co.th