วันนี้วันหยุดชดเชยวันที่ระลึก “วันพระราชทานรัฐธรรมนูญ” ที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระราชทานแก่ราษฎรไทยเป็นฉบับแรกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475 นับถึงวันนี้เป็นเวลา 85 ปีแล้ว วันนี้เรามี รัฐธรรมนูญใหม่ฉบับที่ 20 แต่ราษฎรไทยก็ยังไม่มีอำนาจที่แท้จริงเสียที ตามที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสในวันพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกวันหยุดชดเชย วันรัฐธรรมนูญ วันนี้ เราไปคุยเรื่องรัฐธรรมนูญกันดีกว่านะครับพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ในวันพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกของราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475 ยังตราตรึงอยู่ในหัวใจของราษฎรไทยทุกยุคทุกสมัยดังนี้ “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร” พระองค์ทรงมีพระราชหัตถเลขา และทรงลงพระปรมาภิไธยกำกับไว้ด้วยทีนี้มาดู รัฐธรรมนูญใหม่ฉบับที่ 20 ร่างโดย คุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมาธิการและคณะ กลับมีเนื้อหาที่มีกติกาพิสดาร จัดสรรปันส่วนคะแนนของเสียงราษฎร โดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎรเช่น การเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ที่กำหนดให้มี ส.ส.เขต 350 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค 150 คน ที่พิสดารก็ตรง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค 150 คน นี่แหละ แม้จะให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งพรรคที่ชอบ แต่การนับจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ กลับนำคะแนนเสียงไปคิดคำนวณเป็นอัตราส่วน โดยให้การนับคะแนน วิธีการคำนวณ และอัตราส่วน ไปเขียนไว้กฎหมายลูกคือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. อีกทีในรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (4) กำหนดว่า “ถ้าพรรคการเมืองใดมีผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง “เท่ากับ”หรือ “สูงกว่า” จำนวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีตาม (การคำนวณในวงเล็บ 2) ให้พรรคการเมืองนั้นมี ส.ส.ตามจำนวนที่ได้รับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและให้นำจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด ไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่ำกว่าจำนวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (การคำนวณในวงเล็บ 2) ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดมี ส.ส.เกินจำนวนที่พึงมีได้ตาม (การคำนวณในวงเล็บ 2)ก็ไม่รู้ว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบไหน พรรคที่ประชาชนเลือกกลับไม่ได้ ส.ส. แต่คะแนนเสียงกลับถูกนำไปคำนวณ เพื่อจัดสรรจำนวน ส.ส.เพิ่มให้กับพรรคการเมืองที่ประชาชนไม่ได้เลือก เท่ากับเป็นการ “ไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”ใน บทเฉพาะกาล ยังมีการกำหนดให้มี วุฒิสภา 250 คน มาจากการสรรหาและแต่งตั้งของ คสช. มีอายุสภา 5 ปี นานกว่าอายุของ สภาผู้แทนราษฎร และ รัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง 1 ปี แถมมีอำนาจให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกด้วย เมื่อ วุฒิสภามีอายุ 5 ปี ก็เท่ากับมีอำนาจร่วมแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้ถึง 2 คน 2 สมัยนอกจากนี้ วุฒิสมาชิกสรรหาและแต่งตั้ง 250 คน ยังมีหน้าที่และอำนาจ ติดตามเสนอแนะ และ เร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปฏิรูปประเทศในหมวดที่ 16 การจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ คณะรัฐมนตรี ต้องรายงานความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศตามแผนให้รัฐสภาเพื่อทราบทุก 3 เดือนด้วยถ้า รัฐธรรมนูญทุกฉบับ รัฐบาลทุกรัฐบาล ดำเนินรอยตามพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการ “ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร” แล้ว ประเทศไทยคงไม่ต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่มากมายถึง 20 ฉบับแน่นอน.“ลม เปลี่ยนทิศ”