ก่อนถึง 25 ส.ค.60 ดีเดย์คดีจำนำข้าว อุณหภูมิเดือด ขึ้นเรื่อยๆ ตามสภาพความเป็นจริง มีทั้งรุกและรับระหว่าง 2 ฝ่าย มุ่งหวังเพื่อ เรียกมวลชนสนับสนุนเพิ่มแรงกดดันให้กับทุกฝ่ายข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ สถานการณ์การเมืองจากนี้ไปน่าจะพุ่งเป้าไปที่คดีสำคัญคือจำนำข้าว ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะตัดสินชี้ขาด25 ส.ค.2560 ถือเป็นวันดีเดย์จะออกหัวออกก้อยอย่างไร ล้วนมีผลต่อการเมืองของประเทศอย่างแยกไม่ออก เพราะจำเลยสำคัญคือ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทยวันนี้ยังไม่รู้ว่าผลจะออกมาอย่างไร?แต่ก็มีการมองกันไปต่างๆนานาว่าจะเป็นนั่นเป็นนี่ตามมุมมองของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม แต่ละฝ่าย ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแม้แต่ คสช.ก็จับตาไม่กะพริบ เพราะต้องทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ต้องการให้เกิดเหตุอะไรขึ้นมาล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ บอกว่าจะมาเชียร์มาให้กำลังใจก็ไม่ว่าอะไร แต่อย่าทำผิดกฎหมายก็แล้วกันอีกทั้งฝ่ายทหารเองซึ่งมีการประเมินสถานการณ์ด้วยการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า สั่งการให้ทุกหน่วยดูแลในแต่ละพื้นที่เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมนั่นเพราะมีการปลุกระดมด้วยรูปแบบต่างๆ ดังที่ปรากฏอยู่แล้วนอกจากนั้น ยังจับได้ว่ามีการจ้างรถตู้รับส่งประชาชนมาให้กำลังใจ และยังมี อปท.บางแห่งใช้งบหลวงพาประชาชน เข้ากรุง อ้างว่าให้มาศึกษาดูงานหรือจัดสัมมนาเหล่านี้ล้วนเป็นร่องรอยที่แสดงให้เห็นว่ามีความเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆอีกทั้งการต่อสู้แบบเปิดหน้า ไม่ว่าจะเป็นแกนนำเพื่อไทย นปช. ด้วยการหยิบประเด็นต่างๆที่เกิดขึ้น เพื่อหวังให้ คสช.ช้ำมากยิ่งขึ้นทุกอย่างล้วนดำเนินการที่มีความเชื่อมต่อกันอย่างเป็นรูปขบวนแม้แต่การเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกคำสั่งห้ามพรรคการเมืองดำเนินการประชุม พรรค ซึ่งรัฐบาลยืนกรานมาตลอดว่ายังไม่ถึงเวลาทุกอย่างถูกหยิบจับขึ้นมาเพื่อสอดรับกับวันที่ 25 ส.ค.ทั้งสิ้น“กฎเหล็ก” นี้เป็นการชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ต่างๆยังไม่เป็นที่น่าไว้วางใจจึงต้องควบคุมให้อยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่าต้องควบคุมให้ได้ยิ่งเกมอำนาจเบ็ดเสร็จที่รุกคืบมากขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้ายแต่งตั้งตำรวจ ข้าราชการระดับสูงอีกทั้งการแต่งตั้งฝ่ายขุมกำลังจาก 3 เหล่าทัพที่น่าจะลงตัวแล้วเป็นการกระชับอำนาจที่ทำให้ คสช.มั่นใจว่าจะ “เอาอยู่” ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะมาไม้ไหนก็ตาม เพียงแต่ต้องอยู่ในความไม่ประมาทยิ่งคำให้การแถลงปิดคดีจำนำข้าวนั้นค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ได้มุ่งชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาอย่างที่ควรจะเป็นกล่าวเพียงแต่ว่า “เป็นเหยื่อการ เมือง”–“ไม่ได้รับความเป็นธรรม”นั่นเท่ากับเป็นการสะท้อนไปถึงมวลชนที่สนับสนุนที่เกิดรู้สึกเห็นใจและต้องการเป็นกำลังใจให้อย่างเต็มที่ไม่ได้คิดถึงความผิด–ความถูกแต่อย่างใด!ว่าไปแล้วมุกนี้ถือว่าไม่ธรรมดา ดูท่าจะได้ผลพอสมควร มันเหมือนเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่หวังผลได้นี่คือสิ่งที่ คสช.ประเมินแล้วว่าต้องหยุดให้ได้จากนี้ไปความเคลื่อนไหวทั้ง 2 ฝ่าย น่าจะเข้มข้นขึ้นไปเป็นลำดับและอาจจะได้เห็นมุกใหม่ๆเพิ่มขึ้นเพื่อยกระดับการขับเคลื่อนอย่าได้กะพริบตาก็แล้วกัน!!!“ลิขิต จงสกุล”