(ภาพ : AFP)วันเสาร์สบายๆวันนี้ไปคุยกันเรื่อง “พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุค 4.0” กันสักวันนะครับ ในอนาคต ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ที่มีสินค้ามากมายทุกชนิด อาจไม่ใช่สิ่งที่คนเราต้องการอีกต่อไป คนจะหันมานิยม ร้านขนาดเล็กที่สามารถซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น หรือร้านขายสินค้าเฉพาะ ที่มีสินค้าให้เลือกมากขึ้นในราคาที่ถูกลงวันก่อน นสพ.ยูเอสเอทูเดย์ ของสหรัฐฯ ได้รายงานถึง พฤติกรรมของลูกค้ายุคใหม่ ที่เป็นบล็อกเกอร์สาววัย 28 คนหนึ่งว่า เธอขับรถไปซื้อสินค้าถึง 3 ร้านในวันเดียวกัน เพื่อให้ได้สินค้าครบตามที่เธอต้องการเธอขับรถไปที่ ร้านออกานิกซุปเปอร์มาร์เกต แห่งหนึ่ง เพื่อซื้อเนื้อและเครื่องปรุง แล้วเธอขับรถไปยัง ห้างทาร์เก็ต เพื่อซื้อผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ไก่ พริกไทย และน้ำขวด แล้วเธอก็ขับรถไปที่ ร้านแซมส์คลับ เพื่อซื้อผลไม้แช่แข็ง อาหารธัญพืช และซีเรียลเธอบอกว่า ที่เธอต้องขับรถไปซื้ออาหารเข้าบ้านถึง 3 แห่งในวันเดียวกัน ก็เพื่อเลือกสิ่งที่เธอชอบ เธอรู้ว่าร้านค้าแต่ละแห่งมีอาหารให้เลือกต่างกัน เราไม่จำเป็นต้องซื้ออาหารทั้งหมดจากร้านเดียวกันแต่เราสามารถไปยังร้านที่เราชอบและเลือกอาหารได้ดีกว่าบริษัทวิจัยมากิด ระบุว่า ชาวอเมริกันที่ซื้อสินค้าในร้านค้าปลีกกว่าครึ่ง ซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีกตั้งแต่ 3 ร้านขึ้นไป ทั้งอาหารและเครื่องใช้ในบ้าน เฉลี่ยร้านละ 5 รายการขึ้นไป ชาวอเมริกันเลิกไปซื้อสินค้าอาหารในร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีชั้นวางสินค้าขนาดมหึมา 30–40 แถว เช่น วอลมาร์ท หรือแวร์เฮาสโตร์ เพื่อค้นหาสินค้าที่ต้องการ แต่เขาจะไปซื้อเนื้อที่ร้านขายเนื้อ ซื้อขนมปังที่ร้านทำขนมปังแทนกูรูซุปเปอร์มาร์เกตวิเคราะห์ว่า ซุปเปอร์มาร์เกตแบบดั้งเดิมที่มีพื้นที่ 40,000–50,000 ตารางเมตร มันคือไดโนเสาร์ที่กำลังจะสูญพันธุ์ คนไม่ต้องการไปที่ซุปเปอร์มาร์เกตแห่งหนึ่ง เดินไปตามทางเดินระหว่างชั้นวางสินค้าหลายสิบแถว เพื่อมองหาสินค้าที่ต้องการจากสินค้าที่มีอยู่มากมายกว่า 50,000 รายการ มันไม่ใช่ประสบการณ์ที่ดีเลยร้านซุปเปอร์มาร์เกตที่กำลังนิยมในสหรัฐฯ เป็นร้านซุปเปอร์มาร์เกตขนาดเล็ก ที่มีสินค้าพิเศษให้เลือกมากมาย มีเฮาส์แบรนด์ราคาถูก มีการสร้างรอยัลตี้กับลูกค้าด้วยการมีส่วนร่วมในวัฒนธรรมอาหาร เช่น ลูกค้า อาจต้องการรู้เรื่องราวของโรงงานผู้ผลิต ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม พวกเขาต้องการเปลี่ยนการช็อปปิ้งให้เป็นการผจญภัย เพื่อแสวงหาสิ่งใหม่ๆ และอาหารที่ตัวเองยังไม่รู้จักเรากำลังมาถึงยุคที่ one-stop-shop กำลังเสื่อมถอย สำนักวิจัยมากิดระบุ ร้านเล็กๆที่มีสินค้าพิเศษ กำลังถอนตัวออกจากห้างซุปเปอร์เซ็นเตอร์และห้างค้าปลีกขนาดใหญ่นี่คือ พฤติกรรมของผู้บริโภคในสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนไปพฤติกรรมของผู้บริโภคจีน ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปหลายรูปแบบ เช่น อาลีบาบา กรุ๊ป ของ แจ๊ค หม่า เจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซจีน ก็หันมาหาออฟไลน์เปิด ซุปเปอร์มาร์เกตแบบใหม่ ให้ร้านออฟไลน์เชื่อมกับออนไลน์ ในขณะที่ สตาร์ทอัพรุ่นใหม่จีน กำลังเปิด ร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง ที่ไม่ต้องใช้คนให้บริการเลย ชื่อ BinggoBox เพิ่งได้รับเงินทุนจากเวเนเจอร์แคพถึง 100 ล้านหยวน ราว 500 ล้านบาท เตรียมเปิดให้บริการร้านแรกในเดือนสิงหาคมนี้ร้านสะดวกซื้อบิงโกบ๊อกซ์ จะมีสินค้าให้เลือกกว่า 500 รายการ ตั้งแต่สแนก เครื่องดื่ม ไปจนถึงผลไม้ มีระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถจดจำสินค้าได้กว่า 200 รายการ เมื่อลูกค้าจะเข้าร้าน ก็ใช้สมาร์ทโฟนสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อเปิดประตูร้าน จากนั้นก็เดินช็อปอาหารในร้านเมื่อได้ครบก็ไปสแกนกับเครื่องสแกนเพื่อคิดเงิน การจ่ายเงินก็จ่ายผ่านคิวอาร์โค้ด เมื่อจ่ายเงินเสร็จแล้ว ประตูร้านก็จะเปิดออกให้ลูกค้าออกจากร้านไป ง่ายๆแค่นี้นี่คือ พฤติกรรมของผู้บริโภคจีนที่เปลี่ยนไปอีกแบบ โลกยุคใหม่ ไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืนอีกต่อไป ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง, คงแต่บาปบุญยัง เที่ยงแท้.“ลม เปลี่ยนทิศ”