“นิด้าโพล” สำรวจความคิดเห็นของประชาชนสุดสัปดาห์ที่ผ่านมากับข่าว “การปรับ ครม.” ปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 80.32 เห็นด้วยที่จะให้มีการปรับ ครม. เพราะเห็นว่า คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันยังทำงานแก้ไขปัญหาได้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพบางคนยังขาดประสบการณ์ในการบริหารประเทศ ต้องการเห็นคนใหม่ๆที่เหมาะสมกับตำแหน่งเข้ามาทำงาน มีวิสัยทัศน์หรือนโยบายใหม่ๆ สร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจน มีการเปลี่ยนแปลงของประเทศในทิศทางที่ดีขึ้นมีเพียงร้อยละ 12.56 ที่ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการปรับ ครม.ที่น่าสนใจก็คือ รัฐมนตรีที่ประชาชนอยากให้ปรับออกมากที่สุด อันดับ 1 ร้อยละ 18.40 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ อันดับ 2 ร้อยละ 9.04 คุณอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อันดับ 3 ร้อยละ 6.88 นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเหตุผลที่ประชาชนส่วนใหญ่อยากให้ปรับ ครม.ร้อยละ 45.12 ระบุว่า ผลงานที่ผ่านมายังไม่เป็นที่ถูกใจ แก้ไขปัญหาไม่ตรงจุดร้อยละ 30.80 ระบุว่า รัฐมนตรีบางคนมีความรู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งร้อยละ 28.56 ระบุว่า รัฐมนตรีบางคนมีประสบการณ์ไม่เพียงพอในการบริหารประเทศแม้จะเป็นความเห็นของกลุ่มตัวอย่าง แต่ก็เป็นความเห็นที่คนไทยทุกคนรู้สึกได้ กนง. คณะกรรมการนโยบายการเงินของชาติ ก็ยังออกมาระบุว่า จีดีพีปีนี้แม้จะโตขึ้น 3.5% แต่มีความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจที่เติบโตไม่ทั่วถึง (รวยกระจุก จนกระจาย) ทำให้ “หนี้เสีย” ของ “ธุรกิจเอสเอ็มอี” ยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องการที่ จีดีพีของประเทศเพิ่มขึ้น แต่ธุรกิจเอสเอ็มอีกลับแย่ลง มีหนี้เสียเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอลง กระทบไปทุกธุรกิจ สะท้อนถึง ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ว่า “โตแบบกระจุก แต่ไม่กระจาย” ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นจีดีพีที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นเพียง “มายาเศรษฐกิจ” ที่ ไม่สะท้อนเศรษฐกิจจริง ในประเทศ ที่มีแต่คนส่วนน้อยที่รวยขึ้นมาก มากจนสามารถดันจีดีพีให้โตขึ้นในระดับนี้ได้ ในขณะที่คนส่วนใหญ่กลับจนลง แต่ไม่มีผลทำให้จีดีพีลดลงผมเขียนหนังสือด้วยรักชาติบ้านเมือง อยากเห็นประเทศไทยเจริญก้าวหน้าอย่างทั่วถึง ประชาชนทุกระดับมีความสุข เสียงสะท้อนจากความคิดเห็นเหล่านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควรจะรับฟังเป็นอย่างยิ่ง ผมเชื่อว่านายกฯเองก็รู้ รัฐมนตรีคนไหนเก่งไม่เก่ง ทำงานเป็นไม่เป็น เพราะเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงเขียนเรื่องนี้แล้วผมก็นึกถึง เติ้งเสี่ยวผิง มหาบุรุษร่างเล็กผู้พลิกแผ่นดินจีนสู่ยุคใหม่ในปัจจุบันกับเรื่องเล่าเรื่อง “เพื่อน” ที่เล่าขานและส่งต่อกันในไลน์ผลงานหลายกระทรวง แทนที่จะแก้ปัญหาเดิมให้ดีขึ้น กลับสร้างปัญหาใหม่ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งประเทศ จนรัฐบาลต้องสาละวนกับการแก้ปัญหาที่สร้างขึ้นเองปัญหา พืชผลเกษตรตกต่ำ รัฐบาล คสช.บริหารประเทศมาเป็นปีที่ 4 แล้ว ทุกอย่างยังเหมือนเดิม หน้าข้าวข้าวราคาตก หน้ายางยางราคาตก หน้ามันมันราคาตก หน้ามังคุดมังคุดราคาตก หน้าเงาะเงาะราคาตก หน้าลองกองลองกองราคาตก หน้าลำไยลำไยราคาตก ต้องระดมกันกินผลไม้ช่วยชาติช่วยเกษตรกรกันทุกปี ปีนี้โชคดีที่ทุเรียนราคาดี เพราะมีล้งจีนมาเหมาไปเกือบหมด ทำให้ราคาทุเรียนดีขึ้นตลอดฤดูกาลสิ่งเหล่านี้เป็น ผลงาน ที่ ประชาชนทั่วไปรู้สึกได้ สัมผัสได้จริงๆผมเชื่อว่า คนที่มีความรู้ความสามารถในด้านการบริหาร ยังมีอยู่มากมายในเมืองไทย ไม่งั้นไทยคงไม่เป็น “ครัวของโลก” มีคนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศกันมากมาย แม้แต่ใน โครงการประชารัฐ ก็มีคนเก่งนับไม่ถ้วน ขอเพียงนายกฯเอ่ยปากให้มาช่วยชาติแก้ปัญหาก่อนเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นกว่านี้แน่นอน.“ลม เปลี่ยนทิศ”