สายฝนชุ่มฉ่ำทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยตลอดห้วงสัปดาห์ โดยเฉพาะจังหวัดตอนบนที่ฝนตกอย่างต่อเนื่องทำให้ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากโดยปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ยังวางใจไม่ได้ขณะที่ปรากฏการณ์ไม่ธรรมชาติ นักการเมืองทั้งยี่ห้อประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยแตะมือปรองดองโดยอัตโนมัติ แท็กทีมขย่มรัฐบาล คสช.ว่าด้วยประเด็นบ้อท่าในการบริหารราคาพืชผลเกษตรตกต่ำตอกย้ำจุดเปราะบางของรัฐบาลทหารในเหลี่ยมกดดันปมเศรษฐกิจ จี้จุดหงุดหงิดของ เกษตรกร เร้าผู้คนที่กำลังเผชิญภาวะปัญหาปากท้องตามไฟต์บังคับของนักเลือกตั้งอาชีพ ต้องเตะตัดขาสกัดเกมลากยาวของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่ส่อตีตั๋วยาวข้ามช็อตรอบหน้าการเมืองเข้มข้นขึ้นตามเงื่อนเวลาปลายเทอมโรดแม็ปล้อไปกับปรากฏการณ์กระบวนการยุติธรรมที่เริ่มสำแดงผล ในจังหวะที่คดีดังๆระดับประเทศจ่อคิวลุ้นศาลชี้ชะตา รอดหรือไม่รอดเดิมพันคุกตะรางจ่ออยู่ตรงหน้าแต่ที่ต้องเข้าเรือนจำเลยทันที ตามสถานการณ์ภายหลังศาลแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มีคำสั่งขังตัวนายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระ “เณรคำ” อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าขันติธรรม จังหวัดศรีสะเกษ ผู้ต้องหาหลบหนีคดีอาญาไปกบดานใน สหรัฐฯ เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับประเทศไทยโดยมีอัยการต่างประเทศและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) บินไปรับตัวมาดำเนินคดีในข้อหาพรากผู้เยาว์ กระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงินถึงคราวต้องชดใช้หนี้กรรมที่ก่อไว้ในคราบของผ้าเหลืองเช่นเดียวกับคดีค้ามนุษย์โรฮีนจา ที่องค์คณะผู้พิพากษาแผนกคดีค้ามนุษย์ในศาลอาญา ได้อ่านคำพิพากษาจำเลยรวม 62 คน ตัดสินยกฟ้อง 40 คน นอกนั้นโดนลงโทษอ่วมทั้งจำคุกและชดใช้สินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายชาวโรฮีนจาโดยเฉพาะจำเลยคนสำคัญที่เป็นระดับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพคือ พล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก โดนจำคุกรวม 27 ปีนับเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลทหาร คสช.แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ จุดที่ทำให้ประเทศไทยเสี่ยงโดนแบนทางเศรษฐกิจจากนานาชาติและอีกคดีสำคัญซึ่งเป็นที่จับตาทั้งในเมืองไทยและต่างชาติ กับการตามตัวนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ “บอส” ทายาทตระกูลเครื่องดื่มบำรุงกำลังยี่ห้อดัง ที่อยู่ในขั้นตอนที่อัยการฝ่ายต่างประเทศกำลังประสานการตามตัวผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศตามอาการยึกๆยักๆกั๊กกัน โดยเฉพาะในขั้นตอนของตำรวจท้องที่เจ้าของคดีที่แน่ๆงานนี้จะเป็นบทพิสูจน์คุกเมืองไทยมีไว้ขังแค่คนจนจริงหรือไม่แต่ที่ติดจริง ขังจริง ตามคดีที่เกี่ยวโยงทางการเมือง ล่าสุดศาลฎีกาพิพากษาจำคุกนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมเสื้อแดง นปช. เป็นเวลา 1 ปี ฐานหมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี สั่งฆ่าประชาชนบนเวทีปราศรัยการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง นปช. ปี พ.ศ.2552ต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำอีกคำรบโดยชะตากรรมของแกนนำและแนวร่วมกลุ่มเสื้อแดง นปช.ที่ต้องเดินเข้าคุกอย่างต่อเนื่อง ผลพวงจากวิกฤติการเมืองเลือกข้างที่เล่นกันเลยขอบเขตยึด “กฎหมู่” อยู่เหนือ “กฎหมาย”นั่นก็ไม่ใช่ฝ่ายเสื้อแดง นปช.เท่านั้น มันยังมีคดีของม็อบพันธมิตรก่อการร้าย ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล ม็อบ กปปส.ที่เจอข้อหากบฏ ปิดกรุงเทพฯ ล้มล้างการปกครองยังไงก็ต้องชดใช้ความเสียหายจากการกระทำนอกขื่อแปบ้านเมืองและที่ต้องจับตา อีกคดีสำคัญจากการชุมนุมทางการเมืองที่จ่ออยู่ในศาลใกล้วันชี้ชะตา คือคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรหน้ารัฐสภาเมื่อปี พ.ศ.2553 ที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. เป็นจำเลยจุดเดิมพัน เพราะตัวละครโยงใยเส้นสายอำนาจไม่ใช่แค่คดีตกค้างจากการชุมนุมเท่านั้น โดยจังหวะที่กระบวนการยุติธรรมเริ่มสำแดงผลยังล้อตามเงื่อนไขที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พร้อมกำหนดให้ศาลพิจารณาคดีลับหลังได้ แก้ปัญหาจำเลยหลบหนี และให้ศาลมีอำนาจรื้อฟื้นคดีได้ตามสมควรนั่นก็ส่งผลถึงคดีของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ศาลจำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว เนื่องจากจำเลยหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศอาทิ คดีทุจริตการปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย คดีปล่อยกู้ของเอ็กซิมแบงก์ หรือธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย คดีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้องทักษิณเป็นจำเลยในคดีแปลงสัญญาสัมปทานโทรคมนาคม เอื้อประโยชน์ธุรกิจของตัวเองและครอบครัว และคดีหวยบนดิน ในส่วนของอดีตนายกฯทักษิณต้องเดินหน้าพิจารณาภายใต้แนวโน้มสถานการณ์ไม่น่าจะเป็นบวกกับอดีตผู้นำแต่ที่ลุ้นตัวโก่งยิ่งกว่า เพราะใกล้วันชี้ชะตาเข้ามาทุกขณะตามปฏิทินที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดวันพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้องนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก ซึ่งเป็นอดีตนักการเมือง–เอกชน รวม 28 ราย ในคดีฮั้วประมูลและปฏิบัติหน้าที่มิชอบโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) วันที่ 25 สิงหาคมนี้ เวลา 09.00 น.แน่นอนว่ากันตามสัญญาณ ส่อเค้าไม่สู้ดีโดยสถานการณ์ยังโยงต่อเนื่องถึงคดีปล่อยปละ ละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่ล่าสุดศาล ฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้นัด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำการสืบพยานจำเลยนัดสุดท้าย และนัดพิพากษาในวันที่ 25 สิงหาคม เช่นเดียวกันในสถานการณ์ลุ้นสู้เฮือกสุดท้ายนั่นจึงเป็นอะไรที่ต้องเน้นกันเป็นพิเศษ ตามฉากนัดรวมพลังใหญ่ ไม่ใช่แค่มวลชนผู้สนับสนุนที่แห่มาให้กำลังใจอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์เต็มหน้าศาลเท่านั้น แต่ยังมีบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยที่เดินทางมาให้กำลังใจอดีตผู้นำหญิงพร้อมหน้าพร้อมตาโชว์ให้เห็นเลยว่า กองเชียร์หนาแน่น แนวร่วมยังพรึ่บพรั่บพร้อมเป็นเกราะกำบังเคียงข้าง “ยิ่งลักษณ์”โดยสถานการณ์เป็นไปตามเกมที่ฝ่ายความมั่นคงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ออกปากปรามกลุ่มมวลชนที่ระดมพลให้กำลังใจอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ อย่ากระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย อย่าละเมิดศาลและกระบวนการยุติธรรม ไม่เช่นนั้นก็จะถูกดำเนินคดี ถ้ามีการใช้ความรุนแรงบานปลายก็ต้องรับผิดชอบด้วย จะไม่มีการละเว้นแต่ที่แน่ๆ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยเลยว่า เตรียมหารือกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อหาแนวทางในการดูแลความเรียบร้อยในวันนัดพิพากษาคดีจำนำข้าวของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์พร้อมเตรียมใช้แผนกรกฎดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อยพื้นที่ทั่วประเทศปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐบาล คสช.ก็นั่งไม่ติดเหมือนกันนั่นก็เพราะ “เกมมวลชน” คือจุดแข็งของอีกฝ่าย ถ้าถึงจุดจนตรอก หนีไม่พ้นหนทางสุดท้ายเครือข่าย “ทักษิณ” คงต้องปลุกม็อบสู้และแน่นอน โดยรูปการณ์ถ้าถึงจุดที่กฎหมายเอาไม่อยู่ มวลชนไม่ยอมรับผลการตัดสิน ก็ต้องเกิดความวุ่นวาย วิกฤติรอบใหม่ตั้งเค้ากลับมา สวนทางกับกระบวนการปรองดองที่ คสช.ดำเนินการมาจนถึงขั้นการจัดทำร่างสัญญาประชาคมแล้ว ก็คงเหลวไปตามฟอร์มแต่ทั้งหมดทั้งปวง มันก็ต้องวัดใจคนไทยทั้งประเทศจะยอมให้ฝันร้ายกลับมาหลอนอีกหรือไม่ในเมื่อวิกฤติ “กฎหมู่” ทำสังคมไทยแตกเละจนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว.“ทีมการเมือง”