กสทช. ร่วมกับ สวทช. แถลงผลสำรวจ “มูลค่าตลาดสื่อสารไทยประจำปี 2559 และประมาณการปี 2560” ที่จัดเก็บเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนที่ผ่านมา มีตัวเลขที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับ ประเทศยากจน อย่าง ประเทศไทย ที่ผลสำรวจล่าสุดของ สถาบันนิด้า ร่วมกับ เครดิตบูโร ระบุว่า คนไทยเกือบครึ่งประเทศมีรายได้ต่ำและไร้เงินออม ไม่รู้ในอนาคตจะใช้ชีวิตอยู่กับโลกดิจิทัล 4.0 กันอย่างไรไปดูผลสำรวจตลาดการสื่อสารไทยกันดีกว่าครับภาพรวม มูลค่าตลาดสื่อสารไทยปี 2556 เติบโต 7.7% มีมูลค่า 577,329 ล้านบาท คาดว่า ปี 2560 จะเติบโตต่อเนื่องอีก 9.5% 632,120 ล้านบาท จากการใช้จ่ายด้านโมบายที่สูงขึ้น และการพัฒนาเครือข่ายขององค์กรเพื่อยกระดับเป็นองค์กรดิจิทัลเมื่อจำแนกเป็นรายตลาดย่อยพบว่า ตลาดบริการสื่อสาร มีมูลค่าสูงกว่า อุปกรณ์ปี 2559 ตลาดบริการสื่อสารมีมูลค่า 330,815 ล้านบาท เติบโต 6.9% คาดว่า ปี 2560 จะเติบโต 12.2% เป็น 371,011 ล้านบาท การเติบโตดังกล่าวมาจากแรงหนุนของ การเติบโตของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทบริการที่ไม่ใช่เสียง (Nonvoice) ในปี 2559 มีมูลค่า 145,667 ล้านบาท เติบโต 35.5% และคาดว่าจะเติบโตอีก 35.2% ในปี 2560 เป็นมูลค่า 196,942 ล้านบาทการเติบโตของบริการที่ไม่ใช่เสียง มาจากพฤติกรรมของผู้ใช้งานผ่าน OTT และ Social Media รวมถึงพฤติกรรมรับ Content บนโทรศัพท์เคลื่อนที่สูงขึ้นส่วน บริการอินเตอร์เน็ต และ บริการสื่อสารข้อมูล แม้จะมีการเติบโต แต่ก็อยู่ในระดับต่ำกว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริการอินเตอร์เน็ตปี 2559 มีมูลค่า 55,740 ล้านบาท เติบโต 4% คาดว่า ปี 2560 จะเติบโต 3.5% มีมูลค่า 57,691 ล้านบาท เป็นการเติบโตในระดับต่ำผลการสำรวจยังพบว่า บริการประเภทเสียง มีแนวโน้มหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ปี 2559 ตลาดโทรศัพท์ประจำที่ติดลบ 18.9% มีมูลค่าแค่ 12,006 ล้านบาท คาดว่า ปี 2560 จะติดลบอีก 14.5% เหลือเพียง 10,265 ล้านบาท เช่นเดียวกับ โทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเสียง (Voice) ปี 2559 มีมูลค่า 95,897 ล้านบาท คาดว่าปี 2560 จะติดลบอีก 10.3% เหลือ 86,020 ล้านบาทมูลค่าตลาดสื่อสารกว่า 6.3 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นของต่างชาติ ที่เป็น สัญชาติไทย ก็มีเพียง ทรู คอร์ปอเรชั่น เท่านั้นโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ก็ตายเร็วกว่าที่คาด ปี 2559 มีมูลค่า 6,960 ล้านบาท ติดลบ 32.8% คาดว่าปี 2560 จะติดลบอีก 25.7% เป็นผลจากผู้ใช้บริการสื่อสารผ่าน OTT และ Social Media ทดแทน ไปต่างประเทศสมัยนี้เขาโทรศัพท์ข้ามประเทศด้วยไลน์ และไวไฟกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบโทรศัพท์ระหว่างประเทศอีกต่อไปเห็นการเติบโตของตลาดสื่อสารไทยแล้ว ผมก็ไม่แปลกใจที่ คุณแจ็ค หม่า เจ้าของ อาลีบาบา กรุ๊ป ที่ รัฐบาลไทยเชื้อเชิญให้มาลงทุนในประเทศไทย ด้วย เงื่อนไขภาษีสุดเร้าใจที่คนไทยไม่เคยได้ จนมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีนและของเอเชียอย่าง คุณแจ็ค หม่า ยังทนไม่ไหว ให้สัมภาษณ์ คุณสุทธิชัย หยุ่น ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ว่าไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศในย่านนี้ ที่ อาลีบาบา กรุ๊ป กำลังเร่งความร่วมมือด้านดิจิทัลครบวงจรในอนาคต เราอยากช่วยให้ประเทศไทย เป็นสังคมโลกาภิวัตน์อย่างแท้จริง “ผ่านนวัตกรรมด้านดิจิทัลของอาลีบาบา กรุ๊ป” อีก 20 ปีข้างหน้า อาลีบาบา กรุ๊ป จะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก มีผู้บริโภคทั่วโลกกว่า 2,000 ล้านคน ถึงเวลานั้นคนไทย 60 กว่าล้านคนคงเป็นเพียงเศษเสี้ยวของอาลีบาบากรุ๊ปวันนี้ สตาร์ทอัพไทย ยังเป็น เด็กแรกเกิด ไม่รู้จะรอดได้สักกี่คน ถ้าเจอกับ ยักษ์อาลีบาบา ที่ได้รัฐบาลหนุนภาษีเต็มที่ ถ้าอยากเกิดคงต้องไปเป็น ลูกเลี้ยงอาลีบาบาวันก่อน ไอเอ็มเอฟ ยังออกมาเตือนสติ ประเทศอาเซียนแข่งกันยกเว้นภาษี เพื่อดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ เป็นการแข่งขันลงสู่จุดต่ำ สร้างความได้เปรียบให้เฉพาะนักลงทุน แล้ว เอสเอ็มอีสตาร์ทอัพไทยที่ยังเข้าไม่ถึงเงินทุน จะเงยหน้าอ้าปากได้อย่างไร.“ลม เปลี่ยนทิศ”