โมเดลปฏิรูปตำรวจจะถึงฝั่งฝันเป็นรูปธรรมมากน้อยแค่ไหนคงยังอีกไกลที่จะเห็นภาพชัดเจนตอนนี้พ.ต.ต.สันติ ผิวทองคำ อดีตพนักงานสอบสวนดีเด่น สน.วังทองหลาง ปัจจุบันผันตัวเป็น ผู้พิพากษาประจำจังหวัดแพร่ มีมุมมองถึงองค์กรเก่า โดยเฉพาะประเด็นที่สมควร “แยกพนักงานสอบสวน” ออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่เจ้าตัวว่า ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนมีหน้างานควบคู่กับภารกิจการเป็นตำรวจ เปรียบเสมือนเป็นเสือต้องมีเขี้ยว มีเล็บมีลาย ดังนั้นเห็นว่า ไม่ควรแยกพนักงานสอบสวนออกจาก ความเป็นตำรวจ ด้วยเหตุเพราะการสืบสวนสอบสวนต้องควบคู่กันจึงจะเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นประโยชน์แก่ประชาชนสูงสุดถามต่อไปว่า หากไม่แยกออกจากตำรวจแล้วปัญหาการถูก “แทรกแซงจากผู้มีอำนาจ” ให้คุณให้โทษในสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อพนักงานสอบสวนจะหมดไปได้อย่างไรตอบอย่างผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการตำรวจมาค่อนชีวิตว่า“ควรตั้งกองบัญชาการสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นมาให้มีอำนาจบริหารจัดการบุคลากร งบประมาณเป็นของตัวเอง แต่ของบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ”การขึ้นสู่ตำแหน่งในกองบัญชาการสอบสวน มีเงื่อนไขคือ ต้องแต่งตั้งจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนต่อเนื่องเท่านั้นดุลพินิจต้องค่อนข้างเป็นอิสระในการทำความเห็นทางคดีที่สำคัญ ผบ.ตร. หรือผู้บังคับบัญชาใน ตร. ไม่สามารถให้คุณให้โทษ แต่ให้อำนาจผู้บังคับบัญชาภายในกองบัญชาการสอบสวน ปกครองให้คุณให้โทษกันเองรับรองว่า สายน้ำแห่งต้นธารกระบวนการยุติธรรม จะใสขึ้นทันตาเห็นส่วนตัวของผู้พิพากษาท่านนี้ยังมองว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิรูปชนิดเสร็จเด็ดขาด เพราะเหมือน ผ่าตัดรักษามะเร็ง โอกาสคงจะ 0.01 เปอร์เซ็นต์ จึงอยากกราบขอร้อง คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจขอให้แก้ไข หรือปฏิรูปเรื่องหลักที่ว่าข้างต้นให้พนักงานสอบสวนก็คงจะเพียงพอแล้ว.สหบาท