ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 13 ก.ค. 60 ปิดที่ 1,579.41 จุด เพิ่มขึ้น 4.48 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 45,256.36 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,424.9 ล้านบาทหุ้นที่ซื้อขายสูงสุด SCB ปิด 157.50 บาท บวก 0.50 บาท, KBANK ปิด 203 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง, PTT ปิด 376 บาท บวก 4 บาท, ADVANC ปิด 187.00 บาท ลบ 0.50 บาท และ SCC ปิด 504 บาท บวก 8 บาทนักลงทุนยังกล้าๆกลัวๆไม่มีความเชื่อมั่นในการลงทุนมากนัก ส่วนใหญ่จึงเล่นเก็งกำไรหุ้นรายกลุ่มรายตัวซื้อขายสลับสับเปลี่ยนหุ้นที่มีประเด็นเฉพาะตัว ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังไม่กลับมาซื้อหุ้นเต็มตัวบล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ประเมินหุ้นไทยทางเทคนิคตลาดพยายามขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 1,583-1,585 จุด ขณะที่งบการเงินไตรมาส 2 ของกลุ่มแบงก์ที่ประกาศออกมาแล้ว 2 ตัว ดีกว่าคาดเล็กน้อย หุ้นแบงก์ใหญ่ที่เหลือต้องจับตาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) หลังล่าสุด KTB เตรียมตั้งสำรองหนี้ EARTH ก้อนใหญ่ 1.2 หมื่นล้านบาทแนะกลยุทธ์ลงทุน ตราบใดที่ดัชนีไม่หลุดแนวรับ 1,560 จุด ยังเก็งกำไรแบบขึ้นขาย–ลงซื้อได้ในหุ้นที่มีประเด็นบวกเฉพาะตัว ทั้งนี้ให้แนวรับแรกที่ 1,570–1,565 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,585 จุดขณะที่ บล.กสิกรไทย โดย “กวี ชูกิจเกษม” รองกรรมการผู้จัดการประเมินดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 1,570 จุด บน P/E 14 เท่า เนื่องจากมีอัพไซต์ที่จำกัด และนักลงทุนเน้นลงทุนหุ้นรายตัว เชื่อว่าไตรมาส 4 ภาครัฐจะเริ่มออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยหุ้นกลุ่มที่ได้อานิสงส์โดดเด่นคือรับเหมาก่อสร้างและค้าปลีกนอกจากนี้ยังได้ประเมินดัชนีหุ้นไทยกลางปี 61 จะอยู่ที่ระดับ 1,650 จุด บนสมมติฐาน P/E 14.5 เท่า และกำไรบริษัทจดทะเบียนไทย (EPS Growth) น่าจะเห็นการกระจายตัวมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นจากฐานที่ต่ำในปีนี้ทั้งนี้ ยังคงแนะนำลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคาร เช่น BBL, SCB, TISCO และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เช่น CK, STEC กลุ่มท่องเที่ยว เช่น CENTEL, ERW รวมทั้งกลุ่มค้าปลีก เช่น CPALL, HMPRO และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น SPALI, PSSขณะที่หุ้นที่ไม่แนะลงทุนคือ กลุ่ม Utility กลุ่มการบิน และ ไฟแนนซ์!!อินเด็กซ์ 51