ผู้รู้จีนจดจำกลอน ที่แต่งได้นุ่มนวลอ่อนโยนบทหนึ่งในสมัยฮ่องเต้ยงเจิ้ง ราชวงศ์ชิง “ลมเย็นโชย หารู้อักษรไม่ แล้วใยเป่า พลิกหน้าหนังสือวุ่น” และเล่าขานกันต่อๆมา(มองตะเกียบเห็นป่าไผ่ นิธิพันธ์ วิประวิทย์ สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊ก พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ.2560)คนแต่งกลอนเป็นขุนนางในราชสำนัก ชื่อสวีจวิ้น ต้องโทษถูกถอดจากตำแหน่ง เหตุเพราะเขียนเอกสารราชการ คำ “ปี้เซี่ย” ที่แปลว่า “ฝ่าบาท” ผิดเพี้ยนเป็นอีกคำ ที่ออกเสียงเดียวกัน แต่แปลว่า คุก หรือสัตว์ป่าราชวงศ์ชิง ของชาวแมนจู เป็นคนส่วนน้อย เริ่มต้นก็เอาวัฒนธรรม “ไว้ผมเปีย” ของตนมาใช้กับชาวจีนคนส่วนมาก วัฒนธรรมของคนสองเผ่า ก็ปะทะกันโครมผมเปียของชาวแมนจู มีไว้เพื่อความคล่องแคล่วในการขี่ม้าล่าสัตว์ นอกจากจะไม่ปรกหน้าขณะควบม้า เปียที่พันไว้ด้านหลัง ก็ยังใช้เป็นหมอนหนุน เมื่อพักผ่อนนอนกลางป่าเขาแต่ชาวจีน ในวัฒนธรรมขงจื๊อ ร่างกายเป็นของบิดามารดาส่งต่อให้ ต้องดูแลรักษา ถ้าร่างกายบาดเจ็บก็เท่ากับทำร้ายบิดามารดา เส้นผมชาวจีนจึงไม่ตัด ยกเว้นอยู่ในสมัยเด็กเมื่อแมนจูคิดลดความแตกต่างกับคนจีน บังคับให้คนจีนไว้ผมเหมือนพวกตัวเอง จึงพบการต่อต้านรุนแรง แมนจูตอบโต้ด้วยไม้แข็ง “ถ้าจะไว้ผม ก็คือไม่ไว้หัว ถ้าจะไว้หัว ก็จงอย่าไว้ผม”แม้ด้านหนึ่งมีคำสั่งบังคับ แต่อีกด้านแมนจูก็พยายามซึมซับวัฒนธรรมจีน ฮ่องเต้แมนจูเรียนรู้วิชาจีนได้ดีกว่าฮ่องเต้จีนหลายองค์ชาวจีนก็รู้ บางกลุ่มต่อต้านเปิดเผยโจ่งแจ้ง ก็ถูกแมนจูกำจัดทิ้งความขัดแย้งระหว่างสองวัฒนธรรม เป็นที่มาของความหวาดระแวงกันและกัน เมื่อขุนนางจีนเขียนคำ “ฝ่าบาท” เป็น “คุก หรือสัตว์ป่า” ถือเป็นคำเสียดสี เหน็บแนม โทษปลดจากราชการจึงเป็นโทษสถานเบาปลดสวีจวิ้นแล้ว คนของราชการก็ยังติดตามไปสอดส่องถึงบ้านเกิด แล้วก็ไปเจอกลอนบทใหม่ “ลมเย็นโชย หารู้อักษรไม่ แล้วใยเป่า พลิกหน้าหนังสือวุ่น”เปรียบคำพังเพยไทย “คือจวักตักข้าว ห่อนรู้รสแกง” ก็น่าจะได้คำว่า “ลมเย็น” ใช้อักษรภาษาจีนว่า “ชิงเฟิง” ชิง แปลว่ากระจ่าง สดชื่น เฟิง แปลว่า ลม แปลได้ความหมายคร่าวๆว่าลมเย็น คำว่า “ชิง” ที่แปลว่า สดชื่น พ้องทั้งเสียงและรูป กับชื่อราชวงศ์ชิงความอคติที่มีต่อกันมานาน จึงถูกตีความ เสียดสีราชวงศ์ชิง ไม่รู้หนังสือ ไร้อารยธรรม ยังมาอวดดีทำเป็นรู้หนังสือ พลิกตำราปกครองกลอนบทที่นุ่มนวลชวนอ่าน ของคนจีน จึงเป็นเช่นคำพังเพย ฟางเส้นสุดท้ายบนหลังอูฐ กลายเป็นการกระทำที่ส่อเค้า เป็นกบฏต่อราชสำนักสวีจวิ้น จึงถูกจับประหาร เรียบร้อยโรงเรียนชิงผู้รู้จีนรุ่นต่อๆมา พยายามวิเคราะห์ สวีจวิ้น เป็นขุนนางที่ใช้ภาษาเลินเล่อ หรือเป็นขุนนางที่รักในชนชาติจีนอย่างสุดซึ้ง เขียนกลอนระบายความคับแค้นแต่ก็สรุปไม่ได้ ในประวัติศาสตร์จีน ไม่เขียนถึงคำแก้ต่างจากสวีจวิ้นเอาไว้ อาจเป็นเพราะข้อหา “เสียดสี หรือหมิ่นผู้มีอำนาจ” นั้น โทษตัดหัวทำกันรวดเร็วทันใจว่ากันว่า สวีจวิ้น หัวหลุดจากบ่า โดยไม่ได้เปิดปากพูดจาอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว.กิเลน ประลองเชิง