นี่ก็กำลังเข้าสู่เส้นทางที่จะต้องชี้ขาดแล้วว่าผลจะออกมาทิศทางใด เพราะคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) จะมีการประชุมเพื่อลงมติจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ในวันที่ 6 มี.ค.68หลังจากที่เลื่อนมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยอ้างว่าขอฟังความเห็นของ กกต.ก่อนเพราะมีหน้าที่รับผิดชอบการเลือกตั้งโดยตรงซึ่งจะเชิญมาชี้แจงในวันนั้นด้วยแต่จะมาหรือไม่มานั้นก็ทำท่าว่าจะไม่มาเสียมากกว่า เพราะท่าทีของ กกต.นั้นบ่งชี้แล้วว่าเป็นหน้าที่ของเขา องค์กรอื่นจะมาก้าวก่ายไม่ได้อันไม่ต่างไปจากความเห็นของเลขาธิการกฤษฎีกาที่ระบุว่าดีเอสไอพิจารณาเรื่องนี้ไม่ได้ มีหน้าที่เพียงแค่สอบสวนเท่านั้นไม่สามารถดำเนินคดีได้เพราะเป็นเรื่องของ กกต.ที่รับผิดชอบเพียงหน่วยงานเดียวจะถูกจะผิดก็แล้วแต่ กกต.จะพิจารณาตัดสินแม้มีความพยายามที่จะปล่อยข้อมูลเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีพยานหลักฐานชัดเจนว่ามีการกระทำความผิดจริงหลายชุดแต่ไม่มีหน้าที่ก็ไร้ประโยชน์!เช่นเดียวกันฝ่าย สว.ที่ถูกกล่าวหาก็เดินหน้าเพื่อจัดการเอาผิดดีเอสไอ และรัฐมนตรียุติธรรมที่รับผิดชอบ ด้วยการเรียกมาสอบสวนของ กมธ.วุฒิสภาและยื่นถอดถอนอีกต่างหากเพราะหากก้าวก่ายโดยไม่มีอำนาจถือว่ามีความผิดด้วยรูปการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เจ้าของค่าย “สีนํ้าเงิน” ซึ่งมี สว.ในสังกัดและเข้าข่ายอยู่ 138 คนจึงไม่อินังขังขอบเท่าใด อ้างแต่เพียงว่าเชื่อในคำชี้ขาดของกฤษฎีกา ซึ่งเป็นฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลแต่อีกด้านหนึ่งก็พยายามต่อรองกับ “เพื่อไทย” เพื่อให้เกิดความแน่นอนว่า สว.สายสีนํ้าเงินจะเป็นวุฒิสมาชิกต่อไปอีกมุมหนึ่งบรรดาคณะกรรมการ อ.ก.พ.ที่มาจากหน่วยต่างๆ ที่มีหน้าที่โดยตรงและผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคงไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปพัวพันเพราะถูกต้องก็ดีไป แต่หากผิดพลาดก็จะมีความผิดด้วยทางที่ดีเอาตัวรอดดีกว่า หรือไม่ก็ยกมือค้านไม่เห็นด้วยประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ สว.ชุดนี้ได้แสดงจุดยืนให้ปรากฏมาแล้วคือ การคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับ “ภูมิใจไทย”การไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมีความหมายอย่างไร?ประเด็นสำคัญคือการไม่ปล่อยให้มีการแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันทั้งหมวด 1 และหมวด 2 และ ม.112แม้ “เพื่อไทย” ประกาศแล้วว่าไม่แตะต้องประเด็นเหล่านี้แต่ “ประชาชน” ต้องการที่จะแก้ไข ซึ่งเป็นเจตนารมณ์มาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล จนทำให้ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐบาลดังนั้น จุดยืนตรงนี้ของ สว.สายสีนํ้าเงินจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ต้องรักษาเอาไว้คือ ไม่ให้พ้นจากสมาชิกภาพ แต่ทำหน้าที่ต่อไปอย่างปราศจากมลทินใดๆดังนั้น กลเกมในเรื่องนี้ “เพื่อไทย” น่าจะรู้อยู่เต็มอก แต่ที่หยิบขึ้นมาเป็นประเด็นก็เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับ “ภูมิใจไทย”เพราะขวางลำมาตลอดอีกทั้งไม่ต้องการให้มีอำนาจต่อรองจาก สว.ที่เป็นพลังทางการเมืองสำคัญในกระบวนการทางการเมืองโดยรวมยิ่งนายกรัฐมนตรีกำลังจะถูกซักฟอกโดดๆอย่างนี้ ปล่อยวางไปดีที่สุด!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม