เลขาฯ สมช.-รอง ผบ.ตร.ถึงไทยแล้ว รอสรุปรายงานนายกฯหลังเสร็จสิ้นภารกิจส่ง 40 อุยกูร์กลับจีน ด้านสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย โพสต์ตอบสื่อหลายสำนักระบุทั้งหมดไม่ใช่ผู้ลี้ภัยแต่เป็นผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ชมรัฐบาลไทยปฏิบัติตามคำขอของรัฐบาลจีน เป็นความร่วมมือที่ยึดมั่นแนวทางบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ว่าด้วยการปราบปรามผู้ลักลอบอพยพและเข้าเมืองผิดกฎหมาย ยันผู้ถูกส่งกลับจะได้รับการปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างดีที่สุด รวมทั้งยินดีที่จะเชิญเจ้าหน้าที่ไทยกลับไปดูสภาพความเป็นอยู่ที่เป็นจริง ระบุ ซินเจียงไม่เคยเกิดเหตุก่อการร้ายขึ้นอีกนับตั้งแต่ปลายปี ค.ศ.2016 แถมมีนักท่องเที่ยวกว่า 300 ล้านคนเดินทางมาเยือนกรณีรัฐบาลไทยส่ง 40 ชาวอุยกูร์กลับประเทศจีนหลังติดคุกที่เมืองไทย 11 ปี ท่ามกลางเสียงครหาจากชาวโลก ขณะที่รัฐบาลไทยโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รับรายงานจากเลขาฯ สมช.ที่ร่วมเดินทางส่งทั้งหมดถึงบ้าน เผยทุกคนดีใจกลับบ้านเกิดรอบ 11 ปี โดยคณะผู้แทนไทยจะสรุปรายงานให้นายกฯทราบใน 7 วันหลังเดินทางกลับประเทศ และเตรียมบินกลับพาสื่อไปดูความเป็นอยู่ในระยะเวลา 15-30 วันตามพันธสัญญาไทย-จีน ด้านผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศ ชี้ไทยมีทางเลือก 3 ทางระบุวิธีนี้ดีที่สุด ตามที่เสนอข่าวไปนั้นล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มี.ค. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. คณะทำงาน ภารกิจ “11 ปีที่เป็นไปได้ในการกลับสู่บ้านเกิด” (11 Year Mission possible) เดินทางกลับหลังส่งชาวอุยกูร์กลับคืนประเทศจีน เดินทางถึงไทยเมื่อช่วงเช้าวันที่ 2 มี.ค. โดยคณะทำงานจะสรุปรายละเอียดรายงานต่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ทราบต่อไป พร้อมได้จัดทำคลิปวิดีโอความยาว 1.52 นาที ให้เห็นถึงขั้นตอน วิธีการทำงาน และผลของการส่งชาวอุยกูร์กลับสู่บ้านเกิดอย่างปลอดภัย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม จะได้หารือกับคณะทำงาน กำหนดวันและเวลาเดินทางกลับไปมณฑลซินเจียง ประเทศจีน เพื่อติดตามตรวจสอบถึงสภาพความเป็นอยู่ของชาวอุยกรู์ที่ไทยส่งกลับตามที่รัฐบาลจีนได้ให้พันธสัญญาไว้กับไทยภายใน 15-30 วันนับจากนี้ โดยเสนอเบื้องต้นให้ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย และตน ร่วมเดินทางและขอให้ประสานนำสื่อมวลชนไทยร่วมสังเกตการณ์ด้วย สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 3 มี.ค. คาดว่าจะมีการรายงานกรณีนี้ โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ต่อที่ประชุม ครม.ด้วยด้านนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงกรณีที่มีผู้แสดงความเห็นมีประเทศที่สามยินดีรับชาวอุยกูร์ 40 คนกลับไปว่า ยืนยันไม่มีจริง ปกติถ้ามีประเทศที่สามยินดีรับไปอย่างจริงจัง ประเทศเหล่านี้ต้องมีหนังสือยืนยันแจ้งความประสงค์เป็นทางการต่อรัฐบาลไทยผ่าน กต. หรือผ่านสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศนั้นๆ แต่ไม่มีประเทศใดดำเนินการเลย อาจเป็นไปได้ที่มีบางประเทศเคยแสดงความประสงค์โดยเฉพาะช่วง 11 ปีที่แล้ว ที่ได้ส่งตัวชาวอุยกูร์บางส่วนไป แต่หลังจากนั้นสำหรับชาวอุยกูร์ที่ยังตกค้างไม่มีประเทศใดมีหนังสือแสดงความจำนงเป็นทางการมาเลยนอกจากประเทศจีน การส่งตัวชาวอุยกูร์กลับดำเนินการระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลเท่านั้นที่ต้องตกลงกัน การติดต่อผ่านองค์การระหว่างประเทศอย่างข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติหรือ UNHCR หรือนักการเมือง ที่ขณะนั้นยังไม่ได้เป็นรัฐบาลหรือ NGO ก็ไม่ได้ ต้องเป็นระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลเท่านั้นวันเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเผยแพร่การตอบคำถามสื่อโดยโฆษกสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรณีส่งตัว 40 ชาวจีนกลับประเทศ ผ่านโซเชียลมีเดียเฟซบุ๊ก ระบุว่าหลายวันที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อสอบถามเข้ามาอย่างมากกรณีการส่งตัวชาวจีน 40 คนกลับประเทศ ผ่านช่องทางการติดต่อของสถานเอกอัครราชทูตในประเทศไทย โดยรวมคำถามประมวลคำตอบดังต่อไปนี้คำถามประการแรก ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศบางแห่งแถลงว่า การที่ประเทศไทยส่งตัวชาวจีนที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 40 คนกลับประเทศจีน ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาระหว่างประเทศนั้น ทางการไทยและจีนมีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า คนจีนทั้ง 40 คน ที่ถูกส่งตัวกลับครั้งนี้ไม่ใช่ผู้ลี้ภัย แต่เป็นผู้ที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย รัฐบาลไทยได้ปฏิบัติตามคำขอของรัฐบาลจีนเป็นความร่วมมือที่ยึดมั่นแนวทางการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ว่าด้วยการปราบปรามผู้ลักลอบอพยพและเข้าเมืองผิดกฎหมาย ตามหลักมาตรฐานสากลต่างเป็นที่ยอมรับกันว่า การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายคืออาชญากรรมอย่างหนึ่ง ดังนั้น การส่งตัวผู้ลักลอบอพยพและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายกลับประเทศถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายปกติของประเทศที่มีอำนาจอธิปไตย ดังจะเห็นได้ว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ประเทศใหญ่บางประเทศได้ส่งกลับผู้ลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ไปยังประเทศต้นทางมากกว่า 270,000 คนดังนั้น การที่ประเทศซึ่งปฏิบัติโดยใช้หลักสากล เดียวกันกลับกดดันให้องค์กรระหว่างประเทศกล่าวโทษ ความร่วมมือในการปราบปรามผู้ลักลอบอพยพและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของรัฐบาลจีนและไทย จึงนับเป็นการใช้สองมาตรฐาน (double standard) และละเมิดหลักการพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและละเมิดอนุสัญญาต่างประเทศที่เกี่ยวข้องถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของรัฐที่มีอำนาจอธิปไตยอย่างร้ายแรง ทั้งยังอาจนำไปสู่ปัญหาอาชญา กรรมข้ามชาติได้อีกด้วยคำถามประการต่อมา กล่าวถึงกรณีคำกล่าวอ้างของบางประเทศและกลุ่มบุคคลบางคนที่ระบุว่า ผู้ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศ เมื่อเดินทางถึงจีนอาจถูกทรมานและถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ยืนยันว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน ยึดมั่นหลักการปกครองด้วยกฎหมายมุ่งให้ความสำคัญอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งด้านการปกป้องสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายและปราบปรามอาชญากรรม ในฐานะที่สาธารณรัฐ ประชาชนจีน เป็นประเทศแรกๆที่ลงนามและให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี หรือ Convention Against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (เมื่อ พ.ศ.2529 และ พ.ศ.2531 ตามลำดับ) จีนปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาดังกล่าวด้วยความมุ่งมั่น มีกลไกการทำงานและกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ เข้มงวด และครอบคลุม ที่ผ่านมาแม้แต่ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายและ ก่ออาชญากรรมยังคงได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายทั้งนี้ ทางการจีนทราบดีว่าหลายฝ่ายมีความกังวลและห่วงใยถึงสวัสดิภาพของคนจีนทั้ง 40 คน เมื่อเดินทางถึงมาตุภูมิ ขอยืนยันด้วยภาพปัจจุบันว่า บุคคลเหล่านี้ได้รับการดูแลให้กลับบ้านและรวมตัวกับครอบครัวเป็นที่เรียบร้อย จากนี้รัฐบาลท้องถิ่นจะทำงานร่วมกับครอบครัวของกลุ่มบุคคลดังกล่าว สร้างโอกาสการทำงาน และพัฒนาทักษะวิชาชีพตาม ความประสงค์ เพื่อช่วยให้พวกเขาเหล่านี้มีชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด หลังถูกคุมขังในประเทศไทยมานานกว่า 10 ปีขณะเดียวกันยังได้ไขข้อสงสัยกรณีสถานการณ์ในซินเจียงตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันด้วยว่า นับตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1990 เกิดเหตุรุนแรงขึ้นในเขตปกครอง ตนเองซินเจียง พื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของจีนอย่าง ต่อเนื่อง อันเป็นผลจากกลุ่มก่อการร้ายบางกลุ่ม เช่น ขบวนการอิสลามเตอร์กิสถานตะวันออก (ETIM) ได้รับการขึ้นบัญชีรายชื่อกลุ่มการก่อการร้ายจากองค์การสหประชาชาตินั้น ได้ขยายอิทธิพลเข้ามาใน ซินเจียง กลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้ มักสร้างสถานการณ์และก่อการร้ายในดินแดนซินเจียงอย่างต่อเนื่อง สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน นอกจากนี้ องค์กรต่อต้านจีนและกลุ่มกำลังก่อการร้ายในต่างประเทศบางแห่ง ยังปฏิบัติการหลอกลวงชักชวนชาวท้องถิ่นให้ลักลอบหนีออกนอกประเทศ ใช้คาบสมุทรอินโดจีนเป็นช่องทางหลักส่งกำลังคนให้กลุ่มก่อการร้ายต่อต้านจีนโพสต์จากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ระบุต่อว่า เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลกลางจีนและรัฐบาลเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ นำชาวชนเผ่าต่างๆของท้องถิ่นต่อสู้กับกองกำลังกลุ่ม ก่อการร้ายจนประสบผลสำเร็จในที่สุด ซินเจียงไม่เคยเกิดเหตุก่อการร้ายขึ้นมากว่า 9 ปีแล้ว นับตั้งแต่ปลายปี ค.ศ.2016 เป็นต้นมา ขณะที่รัฐบาลจีนและรัฐบาลท้องถิ่นร่วมกันส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการศึกษาอย่างจริงจัง ส่งผลให้ประชาชน ในท้องถิ่นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันรายได้ ต่อหัวต่อปีของประชาชนในซินเจียง เพิ่มขึ้นถึง 6.7% เมื่อเทียบกับ พ.ศ.2567 ชนเผ่าต่างๆ ได้อยู่ร่วมกัน อย่างปรองดอง และประชาชนใช้ชีวิตและทำงานด้วยความสงบสุขข้อความจากทางการจีนระบุอีกว่า ประเทศบางประเทศและกลุ่มกำลังต่อต้านจีนระหว่างประเทศแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นความจริงที่ดีงามในซินเจียง สร้างและเผยแพร่ข่าวลือเกี่ยวกับซินเจียง บิดเบือนและใส่ร้ายโดยเจตนา รวมทั้งกำหนดมาตรการคว่ำ บาตรอย่างรุนแรงต่อบริษัทและผลิตภัณฑ์ของซินเจียง มุ่งประสงค์ทำลายเสถียรภาพของซินเจียงและยับยั้งการพัฒนาของจีนใช้ข้ออ้างสิทธิมนุษยชนและศาสนาที่ไม่เป็นจริงทั้งสิ้น เป็นการละเมิดต่อประชาชนชาวจีน และเป็นการหลอกลวงโลก และจะถูกปฏิเสธและต่อต้านจากชาวโลกในที่สุดนอกจากนี้ยังได้ตอบคำถามถึงประเด็นที่ว่า ในอนาคตรัฐบาลจีนจะยังคงอนุญาตให้ฝ่ายไทยไปเยี่ยม บุคคลที่ถูกส่งตัวกลับเพื่อติดตามชีวิตความเป็นอยู่หรือไม่ โฆษกสถานทูตจีนระบุว่า การส่งตัว 40 ชาวจีน กลับซินเจียงครั้งนี้ เห็นได้ว่ามีผู้แทนระดับสูงจากทางการไทยได้รับเชิญให้เดินทางไปซินเจียงเพื่อเป็น สักขีพยาน รวมทั้งได้สังเกตการณ์ เยี่ยมเยียนถึงบ้าน ของผู้ที่ถูกส่งตัวกลับ ตามที่ปรากฏในภาพถ่ายและวิดีโอ ดังนั้น ในอนาคตฝ่ายจีนจึงยินดีอย่างยิ่งที่จะ ขอเชิญเจ้าหน้าที่ไทยให้ไปติดตามและตรวจสอบความเป็นอยู่กลุ่มคนดังกล่าวเพื่อติดตามชีวิตความเป็นอยู่ที่เป็นจริงของพวกเขาในวันต่อๆไปขณะเดียวกัน ประเทศจีนยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยว จากทุกชาติ ระบุว่า เมื่อปีที่แล้วซีรีส์จีนเรื่องสู่แดนฝัน อาเล่อไท่ ได้รับความนิยมอย่างมากในไทย เพื่อนชาวไทยจำนวนมากแสดงความสนใจและอยากไปเยือนซินเจียง ประตูของซินเจียงเปิดกว้างต่อชาวโลก ตลอดเวลา ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆมากกว่า 300 ล้านคนเดินทางมาเยือน เรายินดีต้อนรับบุคคลจากทุกประเทศที่ไม่มีอคติมาเยี่ยมชม เพื่อสัมผัสกับความสวยงามของธรรมชาติ ความสงบสุขของสังคม ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ความสามัคคีปรองดองระหว่างชนเผ่าต่างๆ และเสรีภาพทางศาสนา ในซินเจียง รวมถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนและความเป็นอยู่ที่มีความสุขของประชาชนซินเจียงอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่