การเลือกตั้งนายก อบจ.อีก 47 จังหวัดเป็นการขับเคี่ยวกัน 3 พรรค คือ เพื่อไทย-ประชาชน-ภูมิใจไทย เพื่อมุ่งวางฐานเสียงไปสู่การเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมาการเลือกตั้งระดับนี้เป็นเรื่องของท้องถิ่นจริงเพราะการเมืองระดับชาติไม่ค่อยลงมาร่วมเท่าใดนักปล่อยให้นักการเมืองท้องถิ่นว่ากันไปเองหรือให้แคบเข้าก็เป็นเรื่องของ “บ้านใหญ่” มากกว่า อยู่ที่ว่าเป็น “บ้านใหญ่” ของใคร พรรคการเมืองไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแต่การเมือง ณ ปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปอีกขั้นหนึ่งก็คือพรรคการเมืองระดับชาติได้ลงลึกไปอีกขั้นหนึ่งคือการโดดลงไปสู่สนามท้องถิ่นด้วย!ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องดีเพราะจะทำให้การเมืองระดับชาติและท้องถิ่นไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อนโยบายระดับชาติจะต้องผูกพันกับท้องถิ่นไปด้วยทำให้การพัฒนาท้องถิ่นจะเป็นนโยบายเนื้อเดียวกันกับระดับชาติงบประมาณที่มาจากส่วนกลางจะเทลงไปท้องถิ่นเป็นเนื้อเป็นหนังมากขึ้นแต่นั่นก็จะต้องมีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ครึ่งๆกลางๆอย่างปัจจุบันทุกวันนี้การพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้าต้องอาศัย สส.ระดับชาติ จังหวัดมี สส.เป็นรัฐมนตรีก็จะดึงงบประมาณไปลงท้องถิ่นนั้นได้ง่ายอย่างเช่นที่สุพรรณบุรีนั้นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน!เพียงแต่รัฐบาลต้องมีเข็มมุ่งไปที่การกระจายอำนาจอย่างแท้จริงไม่ให้เกิดความลักลั่นอย่างปัจจุบันที่เกิดอำนาจทับอำนาจกันระหว่างผู้ว่าฯกับนายก อบจ. ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารและจัดการในจำนวน 3 พรรคการเมืองที่ช่วงชิงกันเพื่อให้ได้นายก อบจ.นั้น ดูตามสภาพความเป็นจริงที่ปรากฏ น่าจะเป็นการสู้กันระหว่าง “เพื่อไทย” กับ “ภูมิใจไทย” มากกว่าพรรคประชาชนแม้จะเป็นพรรคที่ปลุกกระแสท้องถิ่น แต่การที่จะได้นักการเมืองท้องถิ่นมาเป็นฐานเสียงนั้นค่อนข้างยากหลังจากเลือกตั้งนายก อบจ.มาหลายจังหวัด ปรากฏว่าผู้สมัครพรรคนี้ยังไม่ได้แม้แต่คนเดียวพูดง่ายๆสู้ “บ้านใหญ่” ไม่ได้เลย!เพราะการเลือกตั้งท้องถิ่นกับระดับชาตินั้นมีความต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ “กระแส” ไม่สามารถสู้ “กระสุน” ได้ความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนนั้นเป็นเรื่องดีและควรสนับสนุน แต่ผู้สนับสนุนพรรคประชาชนส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่มากกว่าคนรุ่นเก่านี่ก็จะเป็นตัวแปรที่จะส่งผลต่อการเมืองทั่วไปในครั้งหน้าอย่างแน่นอนยิ่งพรรคการเมืองอย่างเพื่อไทย-ภูมิใจไทย หากได้นายก อบจ. และ สจ.ในการเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งผลต่อการเลือกตั้ง สส.อย่างแน่นอนเพราะประชาชนจะปรับทัศนคติการเมือง สส.อีกแบบหนึ่งผนวกกับได้แรงผลักดันจากนักการเมืองท้องถิ่นที่จะส่งเสริมกันโดยปริยายปรากฏการณ์นี้ทำให้พรรคประชาชนจะไม่ได้อะไรมากนักจากการรณรงค์ให้มีการกระจายอำนาจที่สำคัญทั้ง “เพื่อไทย”-“ภูมิใจไทย” ต่างก็จับจุดตรงนี้ได้จึงไม่แปลกที่ “ทักษิณ ชินวัตร” จึงเดินสายหาเสียงอย่างเต็มที่เพื่อชิงความได้เปรียบเพราะรู้ถึงความสำคัญของการเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีผลต่อการเลือกตั้งระดับชาติอยู่ที่ว่าการเลือกตั้งนายก อบจ.วันที่ 1 ก.พ.68 นี้พรรคไหนได้มากกว่ากันก็จะเป็นคุณต่อการเลือกตั้งใหญ่อย่างแน่นอนนี่เป็นวิถีการเมืองที่เปลี่ยนไปตามสภาพการณ์!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม